|
“เป็นเส้นทางที่เขาเต้นดิ้สโก้กันคือที่เต้นดิ้นโก้นี้เพราะว่ารถแกว่งไปแกว่ามาเหมือนเต้นดิ้นโก้”
และถนนเป็นถนนลูกรัง ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ก็เลยเรียกว่าทางดิสโก้
เมื่อไปถึงหนองน้ำที่อยู่ในแผนที่
พระองค์ได้ให้ขบวนรถหยุดก่อนแล้วนำแผนที่มาดู แต่ยังไม่ใช่ นายวรรณชัย
จึงพาพระองค์ไปเจอหนองกุดตอแก่น และได้เสด็จลงถ่ายภาพที่ห้วยน้ำยัง
คือตรงวังขี่ช้าง และมองเห็นก้อนหิน
อยู่ในลำห้วยพระองค์จึงไปถ่ายภาพอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง จึงเสด็จขึ้นมา
พบลานข้าวชาวบ้านที่กำลังตีข้าวอยู่ 5 คน คือ 1. นายพลูโท แสนสุมา 2.
นางเพ็ญศรี แสนสุมา 3. ยายเหลือม เครือสวัสดิ์ 4. นางพวงเพชร อัยวรรณ 5.
นางอุ้ย เครือสวัสดิ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรเห็นข้าวของราษฎรบ้านกุดตอแก่น
ที่มีรวงข้าวแต่ไม่มีเมล็ด หรือรวงหนึ่งมีสองสามเม็ด
เนื่องจากฝนแล้งทำให้ขาดน้ำ พระองค์จึงทรงแนะให้ขุดสระ
กักเก็บน้ำเพื่อจะได้ผลผลิตมาก และขอมัดข้าวไปด้วย จากนั้นจึงเสด็จกลับ บ้านกุดตอแก่น-แดนสามัคคีเป็นหมู่บ้านหนึ่ง ในอำเภอเขาวงที่ใช้ ภาษาพูดคือ ภาษาผู้ไทปัจจุบัน วิถีชีวิตของคนผู้ไทเริ่มเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี สังคมเมืองเริ่มเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของผู้คนในชุมชน กฎเกณฑ์ ระเบียบที่เคยร้อยรัดผู้คนให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข พึ่งพา อาศัยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันค่อยๆเลือนหายไปพร้อมกับวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นมรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษได้สั่งสมและสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนานของชาติพันธุ์ผู้ไท เพราะปัจจุบัน พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะสอนลูกหลานให้พูดภาษาไทย เพื่อให้ดูดี มีฐานะ และยกระดับตนเองขึ้นมาให้มีความเป็นสังคมเมือง ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา หรือคนในชุมชนที่ไปเรียนหรือไปทำงานที่อื่น ได้พบปะกับคนถิ่นอื่น มีโอกาสได้ฟังได้ใช้ภาษาถิ่นอื่นโดยเฉพาะภาษาไทยกลาง เมื่อกลับมายังชุมชน ก็ไม่อยากพูดภาษาผู้ไท และเกิดความรู้สึกว่าภาษาผู้ไทเป็นสิ่งที่ด้อยค่า ล้าสมัย บ้านนอก และอายที่จะพูดประกอบกับปัจจุบันมีสื่อต่างๆมากมายโดยเฉพาะวิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถืออินเตอร์เน็ตฯลฯมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของชาวผู้ไททั้งสิ้น ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลต่อการใช้ภาษาผู้ไทเพราะอิทธิพลของภาษาไทยกลางและภาษาถิ่นอื่นๆค่อยๆแทรกซึมลงไปในภาษาผู้ไททำให้คนในชุมชนมีการใช้ภาษาผู้ไทผสมผสานกับภาษาไทย ภาษาลาวและพูดทับศัพท์ภาษาอังกฤษมากขึ้นจนแยกไม่ออกว่าคำไหนเป็นภาษาผู้ไทแท้ดั้งเดิมและมีการใช้ภาษาไทยแต่ออกสำเนียงเป็นภาษาผู้ไททำให้ภาษาผู้ไทแท้และดั้งเดิมถูกกลืนและค่อยๆหายไปกลายเป็นคำใหม่ที่ออกสำเนียงเป็นภาษาผู้ไทเท่านั้น คำภาษาผู้ไทแท้ๆกลายเป็นคำเก่าที่ถูกทอดทิ้งและหายไปจากภาษาในที่สุดมีคำศัพท์บางคำที่ใช้เฉพาะหมู่คนแก่เท่านั้น โดยเฉพาะเยาวชนในปัจจุบันจะไม่ค่อยพูดและรู้จักความหมายของภาษาผู้ไทแท้ดั้งเดิม ที่ผู้เฒ่าผู้แก่เคยใช้ คนในชุมชนเองเริ่มพูดคุยถึงปัญหาและตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของภาษาผู้ไทที่กำลังสูญหายไป และถ้าไม่คิดที่จะอนุรักษ์และฟื้นฟูความเป็นอัตลักษณ์ทางภาษาของคนผู้ไทไว้ อีกไม่นานก็คงจะถูกกลืนและสูญหายไป ด้วยเหตุผลดังกล่าวทีมวิจัยจึงคิดที่จะศึกษารูปแบบในการอนุรักษ์และฟื้นฟูคุณค่าภาษาผู้ไทให้คงอยู่ในชุมชนอย่างยั่งยืนสืบต่อไป
การศึกษาเรื่องรูปแบบการอนุรักษ์และฟื้นฟูคุณค่าภาษาผู้ไท บ้านกุดตอแก่น-แดนสามัคคี ตำบลคุ้มเก่า อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยและเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2) เพื่อค้นหาและรวบรวมคำศัพท์ภาษาผู้ไทแท้ดั้งเดิมและคำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน 3) เพื่อศึกษารูปแบบการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาผู้ไท ซึ่งมีวิธีการศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเยาวชน กลางคน และกลุ่มผู้สูงอายุ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการจัดเวทีเสวนากลุ่ม การสังเกต สัมภาษณ์รายบุคคล และสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำข้อมูลมาจำแนก ตีความ เรียบเรียงอย่างเป็นระบบและนำเสนอเป็นข้อความเชิงพรรณา
ผลการวิจัยพบว่า
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภาษาผู้ไทมาจาก ปัจจัยใหญ่ ๆ2 ปัจจัย คือ
3 ของความเจริญก้าวหน้าและนับวันจะเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับเยาวชนซึ่งเป็นวัยที่กำลังเรียนรู้
ดังนั้นควรมีการสอนให้เยาวชนมีความพร้อมที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทิ้งวัฒนธรรมเดิมที่มีคุณค่าของท้องถิ่น
และผลของการฟื้นฟูภาษาผู้ไททั้งในชุมชนและโรงเรียน พบว่ารูปแบบการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาผู้ไทที่เหมาะสมและสอดคล้องกับชุมชนซึ่งจะทำให้ภาษาผู้ไทดำรงอยู่ในชุมชนได้มีดังนี้ 1) การถ่ายทอดเสียงตามสายภาษาผู้ไทวันละคำในชุมชน เพราะคนในชุมชนสามารถนำคำภาษาผู้ไทที่ได้ยินทุกวันมาใช้ในครอบครัวมากขึ้น นอกจากนั้นถ้าทีมวิจัยพูดผิด ก็ให้คำแนะนำโดยให้ใช้คำให้ถูกต้องและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันไประหว่างชุมชนและทีมวิจัย 2) การจัดทำป้ายคำขวัญประจำหมู่บ้าน ทำให้คนในชุมชนรู้จักความหมายของคำภาษาผู้ไทโดยเฉพาะเยาวชน สนใจภาษาผู้ไทมากขึ้น ถ้าแปลไม่ได้ก็จะไปถามผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้รู้ในชุมชน นอกจากนั้นยังเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่นๆในการใช้ภาษาผู้ไท 3) การรณรงค์การใช้ภาษาผู้ไทในงานบุญประเพณีต่างๆ การจัดงานบุญประเพณีต่างๆที่จัดขึ้นในชุมชนพิธีกรในงานจะใช้ภาษาผู้ไท ซึ่งเมื่อก่อนใช้ภาษาไทยกลางเป็นหลักแต่ปัจจุบันมีการใช้ภาษาผู้ไทในงานบุญประเพณีที่จัดขึ้นในชุมชนทุกงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะได้ปฏิบัติสืบต่อกันไปให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น 4) การจำลองประเพณีการลงข่วง เป็นการถ่ายทอดภาษาผู้ไทผ่านผญาและกลอนรำผู้ไท ซึ่งรูปแบบนี้ทำให้คนในชุมชนได้เรียนรู้ถึงวิถีการดำรงชีวิตของคนสมัยก่อน
และการลงข่วงเข็ญฝ้ายของคนหนุ่มสาวหรือแม้แต่การละเล่น นอกจากนั้นยังได้เรียนรู้ศัพท์ภาษาผู้ไทจากผญาและกลอนรำ ทำให้คนส่วนใหญ่ตระหนักและอยากให้มีประเพณีลงข่วงเข็ญฝ้ายโดยจัดขึ้นทุกปีในชุมชนเพื่อให้ลูกหลาน รุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไปส่วนรูปแบบการอนุรักษ์และฟื้นฟูในโรงเรียนมีดังนี้ 1) การถ่ายทอดภาษาผู้ไทวันละคำในโรงเรียน รูปแบบนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาผู้ไทเก่าๆและนำมาใช้สนทนากับเพื่อนๆ นอกจากนั้นยังนำมาทำเป็นเกมทายคำศัพท์ระหว่างเพื่อนๆในห้องเรียน ซึ่งก็สร้างความสนุกสนานให้กับทุกคน ตลอดจนเด็กได้ฝึกการเรียนรู้ภาษาผู้ไทควบคู่ไปกับภาษาไทยด้วย ทำให้เด็กๆรู้จักความหมายของคำศัพท์ดีขึ้น 2) ปราชญ์ชาวบ้านร่วมถ่ายทอดภาษาผู้ไท เป็นการถ่ายทอดภาษาผู้ไทผ่านนิทานพื้นบ้านและผญาซึ่งรูปแบบนี้เด็กๆจะให้ความสนใจมากเพราะมีคนเฒ่าคนแก่ที่อยู่ในชุมชนมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆให้ฟัง เช่นเรื่องของประวัติศาสตร์ชุมชน วิถีชีวิตของคนสมัยก่อน การละเล่น คำศพท์ภาษาผู้ไท นิทานพื้นบ้านและผญาทำให้เด็กเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ในการเรียนเพราะนอกจากจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาษาผู้ไทแล้ว ยังได้เรียนรู้เรื่องต่างๆเกี่ยวกับชุมชนด้วย 3) การค้นหาคำศัพท์ภาษาผู้ไทจากคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน เด็กๆได้ฝึกการค้นหาคำศัพท์ภาษาผู้ไทยด้วยตนเองแล้วนำมารวบรวมทำเป็นเล่ม เพื่อให้นักเรียนได้นำมาฝึกพูด ซึ่งนักเรียนนำไปปฏิบัติเป็นอย่างดี จนทำให้นักเรียนรู้จักคำศัพท์ภาษาผู้ไทเก่าๆหลายคำ นอกจากนั้นเด็กๆบางคนยังนำไปสอนให้กับพ่อแม่ด้วย
สรุปได้ว่ารูปแบบการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาผู้ไทที่กล่าวมา
ทั้งในชุมชนและในโรงเรียน ล้วนเป็นรูปแบบที่เหมาะสมและสอดคล้องกับท้องถิ่น
และทำให้ภาษาผู้ไทดำรงอยู่ในชุมชนต่อไป โดยชุมชนส่วนใหญ่
ตระหนักและเห็นความสำคัญของคุณค่าภาษาผู้ไท
และต้องการให้เด็กได้สืบทอดการใช้ภาษาผู้ไทเก่าๆ
ตลอดจนนำไปใช้ในชุมชนมากขึ้น
ผลการศึกษา |
12 กุมภาพันธ์ 2552
© พิชชยา อุทโท หัวหน้าทีม (team leader)
| Webmasters: |
![]() |