โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูคุณค่าของภาษาผู้ไท
บ้านกุดตอแก่น-แดนสามัคคี
ตำบลคุ้มเก่า
อำเภอเขาวง
จังหวัดกาฬสินธุ์

 

 

ENGLISH
ພາສາລາວ

 

 

 

A Phutai language preservation and revival project
Ban Kuttokaen-Daensammakkhi Village,
Khum Kao Sub-district, Khao Wong District,
Kalasin Province, Isan, Thailand.


ชาวผู้ไทบ้านกุดตอแก่น ตำบลคุ้มเก่า อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์เดิมก็คือชาวผู้ไทบ้าน กุดสิมคุ้มเก่า ที่เริ่มขยับขยายกลายเป็นชุมชนใหญ่ หลายหลังคาเรือน จึงพากันอพยพออกมาทำมาหากินบริเวณพื้นที่บ้านกุดตอแก่น เพื่อทำสวน ทำนา ทำไร่ มาปักหลักทำมาหากินใกล้หนองน้ำที่มีตอไม้ ซึ่งเป็นแก่นไม้อยู่บริเวณกลางหนองน้ำ ซึ่งคนสมัยนั้นเรียกว่า กุด จึงตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า กุดตอแก่น และเมื่อปี 2468 ได้เกิดโรคระบาดในบ้านกุดสิมคุ้มเก่า ทำให้มีชาวบ้านจากบ้านกุดสิมคุ้มเก่า พากันอพยพเข้ามาอยู่เพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นชุมชนเล็กๆชุมชนหนึ่ง ที่มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย มีขนบธรรมเนียมประเพณี และมีภาษาพูด คือ ภาษาผู้ไท ที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของคนผู้ไทไว้อย่างสวยงาม ในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังเป็นป่าทึบ ถนนหนทางยังไม่มี และการไปมาหรือติดต่อกับสังคมภายนอก ยังไม่สะดวกมากนัก เนื่องจากมีลำห้วยบงขวางกั้นอยู่ โดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูฝน น้ำหลาก ชุมชนแห่งนี้ก็ไม่สะดวกในการเดินทาง แต่เมื่อถึงฤดูแล้งน้ำมีไม่มาก ก็จะใช้ไม้เล็กๆ มาทำเป็น โข (สะพาน) เพื่อเดินทางข้ามไปมาหาสู่กับชาวบ้านกุดสิมคุ้มเก่า ในสมัยนั้นเป็นช่วงที่เหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบ เพราะมีคอมมิวนิสต์เข้ามาปลุกระดมให้กับชาวบ้าน ทางการจึงได้ทำถนนและสะพานข้ามลำห้วยบง เพื่อที่ทางราชการจะได้เข้ามาดูแลชาวบ้านได้อย่างทั่วถึง จากชุมชนเล็กๆเริ่มขยับขยายกลายเป็นชุมชนใหญ่ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2534 กรมการปกครองได้แยกบ้านกุดตอแก่นออกเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่ง คือ บ้านแดนสามัคคี หมู่ 13 และเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 ประวัติศาสตร์บ้านกุดตอแก่นก็เกิดขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร อำเภอเขาวง และ เมื่อเวลา 17.30 น. ถึง 19.30 น.เสด็จมาที่บ้านกุดตอแก่น เพื่อทรงหาแหล่งน้ำที่ทอดพระเนตรเห็นตอนที่อยู่บนเครื่องบิน แหล่งน้ำที่ว่าคือ กุดตอแก่น แต่ผู้นำขบวนเสด็จไม่มีใครรู้จักเส้นทาง จึงได้รับชาวบ้านคนหนึ่งชื่อ นายวรรณชัย ศรีวรขันธ์ เดินทางไปด้วย เพื่อเป็นมัคคุเทศก์นำทาง ในขณะที่พระองค์เสด็จไปนั้น มัคคุเทศน์นำทางก็บอกให้เลี้ยวซ้ายผ่านโรงเรียนแล้วก็เลี้ยวขวาพอเลี้ยวขวา พระองค์ตรัสว่า

 เป็นเส้นทางที่เขาเต้นดิ้สโก้กันคือที่เต้นดิ้นโก้นี้เพราะว่ารถแกว่งไปแกว่ามาเหมือนเต้นดิ้นโก้ และถนนเป็นถนนลูกรัง ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ก็เลยเรียกว่าทางดิสโก้  เมื่อไปถึงหนองน้ำที่อยู่ในแผนที่ พระองค์ได้ให้ขบวนรถหยุดก่อนแล้วนำแผนที่มาดู แต่ยังไม่ใช่ นายวรรณชัย จึงพาพระองค์ไปเจอหนองกุดตอแก่น และได้เสด็จลงถ่ายภาพที่ห้วยน้ำยัง คือตรงวังขี่ช้าง และมองเห็นก้อนหิน อยู่ในลำห้วยพระองค์จึงไปถ่ายภาพอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง จึงเสด็จขึ้นมา พบลานข้าวชาวบ้านที่กำลังตีข้าวอยู่ 5 คน คือ 1. นายพลูโท แสนสุมา 2. นางเพ็ญศรี แสนสุมา 3. ยายเหลือม เครือสวัสดิ์ 4. นางพวงเพชร อัยวรรณ 5. นางอุ้ย เครือสวัสดิ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรเห็นข้าวของราษฎรบ้านกุดตอแก่น ที่มีรวงข้าวแต่ไม่มีเมล็ด หรือรวงหนึ่งมีสองสามเม็ด เนื่องจากฝนแล้งทำให้ขาดน้ำ พระองค์จึงทรงแนะให้ขุดสระ กักเก็บน้ำเพื่อจะได้ผลผลิตมาก และขอมัดข้าวไปด้วย จากนั้นจึงเสด็จกลับ

     ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 ได้มีการนำทฤษฎีใหม่มาทดลองปฏิบัติที่บ้านแดนสามัคคี หมู่ที่ 13 ตำบลคุ้มเก่า อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นครั้งแรกหรือแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้ชื่อโครงการว่าโครงการพัฒนาพื้นที่เกษตรน้ำฝนบ้านแดนสามัคคีอันเนื่องมาจาพระราชดำริ หลังจากที่มีโครงการ ราษฎรอำเภอเขาวงประกอบด้วย นางหนูเหลา ศรีประไหม และนางสาวเรืองศรี อัยวรรณ ได้แสดงความจำนงขอน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน 10 ไร่ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยไม่คิดค่าตอบแทนแต่อย่างใด ทั้งนี้เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ทำแปลงทดลอง หรือแปลงสาธิตในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาปลูกข้าวแล้วมีแต่รวงข้าวไม่มีเมล็ด เพราะขาดแคลนน้ำ โดยกรมชลประทานเป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบและขุดสระน้ำ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมากจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณาวางแผนการใช้น้ำและที่ดิน ตามทฤษฎีใหม่ทำการเกษตรกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนในชุมชนซึ่งจากการเกิดทฤษฎีใหม่ขึ้นทำให้คนในชุมชนบ้านกุดตอแก่น-แดนสามัคคีเข้าร่วมโครงการหลายครอบครัว และได้บริหารจัดการที่ดินของตนเองตามโครงการทฤษฎีใหม่

     บ้านกุดตอแก่น-แดนสามัคคีเป็นหมู่บ้านหนึ่ง ในอำเภอเขาวงที่ใช้ ภาษาพูดคือ ภาษาผู้ไทปัจจุบัน วิถีชีวิตของคนผู้ไทเริ่มเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี สังคมเมืองเริ่มเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของผู้คนในชุมชน กฎเกณฑ์ ระเบียบที่เคยร้อยรัดผู้คนให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข พึ่งพา อาศัยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันค่อยๆเลือนหายไปพร้อมกับวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นมรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษได้สั่งสมและสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนานของชาติพันธุ์ผู้ไท เพราะปัจจุบัน พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะสอนลูกหลานให้พูดภาษาไทย เพื่อให้ดูดี มีฐานะ และยกระดับตนเองขึ้นมาให้มีความเป็นสังคมเมือง ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา หรือคนในชุมชนที่ไปเรียนหรือไปทำงานที่อื่น ได้พบปะกับคนถิ่นอื่น มีโอกาสได้ฟังได้ใช้ภาษาถิ่นอื่นโดยเฉพาะภาษาไทยกลาง เมื่อกลับมายังชุมชน ก็ไม่อยากพูดภาษาผู้ไท และเกิดความรู้สึกว่าภาษาผู้ไทเป็นสิ่งที่ด้อยค่า ล้าสมัย บ้านนอก และอายที่จะพูดประกอบกับปัจจุบันมีสื่อต่างๆมากมายโดยเฉพาะวิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถืออินเตอร์เน็ตฯลฯมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของชาวผู้ไททั้งสิ้น ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลต่อการใช้ภาษาผู้ไทเพราะอิทธิพลของภาษาไทยกลางและภาษาถิ่นอื่นๆค่อยๆแทรกซึมลงไปในภาษาผู้ไททำให้คนในชุมชนมีการใช้ภาษาผู้ไทผสมผสานกับภาษาไทย ภาษาลาวและพูดทับศัพท์ภาษาอังกฤษมากขึ้นจนแยกไม่ออกว่าคำไหนเป็นภาษาผู้ไทแท้ดั้งเดิมและมีการใช้ภาษาไทยแต่ออกสำเนียงเป็นภาษาผู้ไททำให้ภาษาผู้ไทแท้และดั้งเดิมถูกกลืนและค่อยๆหายไปกลายเป็นคำใหม่ที่ออกสำเนียงเป็นภาษาผู้ไทเท่านั้น คำภาษาผู้ไทแท้ๆกลายเป็นคำเก่าที่ถูกทอดทิ้งและหายไปจากภาษาในที่สุดมีคำศัพท์บางคำที่ใช้เฉพาะหมู่คนแก่เท่านั้น โดยเฉพาะเยาวชนในปัจจุบันจะไม่ค่อยพูดและรู้จักความหมายของภาษาผู้ไทแท้ดั้งเดิม ที่ผู้เฒ่าผู้แก่เคยใช้ คนในชุมชนเองเริ่มพูดคุยถึงปัญหาและตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของภาษาผู้ไทที่กำลังสูญหายไป และถ้าไม่คิดที่จะอนุรักษ์และฟื้นฟูความเป็นอัตลักษณ์ทางภาษาของคนผู้ไทไว้ อีกไม่นานก็คงจะถูกกลืนและสูญหายไป ด้วยเหตุผลดังกล่าวทีมวิจัยจึงคิดที่จะศึกษารูปแบบในการอนุรักษ์และฟื้นฟูคุณค่าภาษาผู้ไทให้คงอยู่ในชุมชนอย่างยั่งยืนสืบต่อไป

     การศึกษาเรื่องรูปแบบการอนุรักษ์และฟื้นฟูคุณค่าภาษาผู้ไท บ้านกุดตอแก่น-แดนสามัคคี ตำบลคุ้มเก่า อำเภอเขาวง  จังหวัดกาฬสินธุ์  มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยและเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2) เพื่อค้นหาและรวบรวมคำศัพท์ภาษาผู้ไทแท้ดั้งเดิมและคำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน 3) เพื่อศึกษารูปแบบการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาผู้ไท ซึ่งมีวิธีการศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเยาวชน กลางคน และกลุ่มผู้สูงอายุ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการจัดเวทีเสวนากลุ่ม การสังเกต สัมภาษณ์รายบุคคล และสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำข้อมูลมาจำแนก ตีความ เรียบเรียงอย่างเป็นระบบและนำเสนอเป็นข้อความเชิงพรรณา

     ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภาษาผู้ไทมาจาก ปัจจัยใหญ่ ๆ2 ปัจจัย คือ
1) ปัจจัยภายใน เกิดจากตัวบุคลที่มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้เข้ากับยุคสมัย โดยเกิดความรู้สึกที่ไม่ภูมิใจในภาษาของตนเอง ถ้าพูดจะรู้สึกอาย เพราะกลัวคนในกลุ่มอื่นๆ เช่น ลาวอีสาน หรือภาษาไทยกลาง จะดูถูกว่าเป็นคนบ้านนอกและยังมีแนวความคิดว่าการใช้ภาษาไทยกลางสื่อสารจะทำให้ดูดีมีฐานะเหมือนคนกรุงเทพฯ นอกจากนั้นพื้นฐานทางครอบครัว โดยเฉพาะพ่อ แม่ ผู้ปกครองในปัจจุบัน ก็มักจะสอนลูกหลานให้พูดภาษาไทย เด็กได้เรียนรู้ภาษาผู้ไทเป็นภาษาที่สอง จากเพื่อนๆในโรงเรียน ซึ่งเมื่อกลับมาถึงบ้านพ่อแม่ก็สอนให้ลูกพูดภาษาไทยเหมือนเดิมตลอดจนพ่อแม่ผู้ปกครองมีการอพยพแรงงานไปทำงานในต่างถิ่นมากขึ้นและปล่อยให้ลูกหลานอยู่กับตายาย บางครั้งทำให้เกิดปัญหาการสื่อสารระหว่างคนแก่และเด็ก เพราะผู้เฒ่าผู้แก่ยังคงใช้ภาษาผู้ไทเก่าๆ จึงทำให้สื่อสารไม่ตรงกันและเนื่องจากปัจจุบันกระแสของโลกาภิวัฒน์ ทำให้ความเจริญต่างๆหลั่งไหลเข้ามาในชุมชน ส่งผลให้คนในชุมชนมีการติดต่อ ปฏิสัมพันธ์และสื่อสารกับสังคมภายนอกมากขึ้นซึ่งมีความแตกต่างทางภาษา และเมื่อใช้บ่อยๆ ทำให้ลืมภาษาตนเองและนำคำภาษาเหล่านั้นมาใช้ผสมผสานโดยออกสำเนียงเป็นภาษาผู้ไท 2)ปัจจัยภายนอก เนื่องจากสื่อเทคโนยีมีความเจริญก้าวหน้าสูง จึงทำให้ความเจริญต่างๆ ขยายไปสู่ชุมชนได้อย่างรวดเร็วเช่น คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ฯลฯ ส่งผลให้เยาวชนรับค่านิยมต่างๆและเลียนแบบจากสื่อ ทำให้เกิดคำใหม่ที่มาพร้อมกับความเจริญเหล่านี้ นอกจากนั้นในปัจจุบันภาษาไทยกลางมีอิทธิพลมากขึ้น   ประกอบกับเป็นภาษาราชการที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันในประเทศ จึงทำให้มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย ทำให้ชุมชนนำมาใช้ในการติดต่อราชการในท้องถิ่น นอกจากนั้นเมื่อคนในชุมชนแต่งงานกับคนต่างถิ่นมากขึ้นก็นำวัฒนธรรมของต่างถิ่นเข้ามาใช้ในชุมชน เกิดความหลากหลายและผสมผสานกับวัฒนธรรมเดิมของตนเอง ประกอบกับคนในชุมชนมีการศึกษาที่สูงขึ้นและพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถส่งให้เรียนในเมืองใหญ่ๆ ทำให้คนเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสของคนเมือง โดยใช้ภาษาของคนในเมือง นั้นก็คือภาษาไทย นอกจากนั้นแล้วในสถาบันการศึกษาที่นักเรียนศึกษาอยู่ มีนโยบายไม่ให้นักเรียนใช้ภาษาถิ่น โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษา ทำให้เด็กๆเหล่านี้ หันมาใช้ภาษาไทยในการสนทนาจนทำให้เด็กซึมซับกับวัฒนธรรมใหม่โดยไม่สนใจกับวัฒนธรรมเดิมจนเกิดการผสมผสานระหว่างภาษาและกลายเป็นคำใหม่ และภาษานั้นดิ้นได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
 

3   ของความเจริญก้าวหน้าและนับวันจะเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับเยาวชนซึ่งเป็นวัยที่กำลังเรียนรู้ ดังนั้นควรมีการสอนให้เยาวชนมีความพร้อมที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทิ้งวัฒนธรรมเดิมที่มีคุณค่าของท้องถิ่น
     ส่วนคำศัพท์ภาษาผู้ไท พบว่ารวบรวมได้ 957 คำ โดยเป็นคำที่สูญหายและคำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งได้นำคำศัพท์มาจัดทำเป็นหมวด ได้ทั้งหมด 12 หมวด ประกอบด้วย หมวดสนทนา หมวดผลไม้ หมวดบ้านเรือนที่อยู่อาศัย หมวดกิริยาอาการ หมวดดอกไม้ หมวดของใช้ทั่วไป หมวดสัตว์ หมวดพืชผัก หมวดเห็ด หมวดเครื่องดนตรี หมวดร่างกาย หมวดทั่วไป นอกจากนั้นยังรวบรวมนิทานพื้นบ้านจากคนเฒ่าคนแก่ได้ทั้งหมด 32 เรื่อง โดยมีเนื้อเรื่องที่เป็นภาษาผู้ไทและภาษาไทย ซึ่งเนื้อหาจะแฝงด้วยแง่คิด คติเตือนใจในการประพฤติปฏิบัติตนของผู้คนในสังคม

และผลของการฟื้นฟูภาษาผู้ไททั้งในชุมชนและโรงเรียน พบว่ารูปแบบการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาผู้ไทที่เหมาะสมและสอดคล้องกับชุมชนซึ่งจะทำให้ภาษาผู้ไทดำรงอยู่ในชุมชนได้มีดังนี้ 1) การถ่ายทอดเสียงตามสายภาษาผู้ไทวันละคำในชุมชน เพราะคนในชุมชนสามารถนำคำภาษาผู้ไทที่ได้ยินทุกวันมาใช้ในครอบครัวมากขึ้น นอกจากนั้นถ้าทีมวิจัยพูดผิด ก็ให้คำแนะนำโดยให้ใช้คำให้ถูกต้องและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันไประหว่างชุมชนและทีมวิจัย 2) การจัดทำป้ายคำขวัญประจำหมู่บ้าน ทำให้คนในชุมชนรู้จักความหมายของคำภาษาผู้ไทโดยเฉพาะเยาวชน สนใจภาษาผู้ไทมากขึ้น ถ้าแปลไม่ได้ก็จะไปถามผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้รู้ในชุมชน นอกจากนั้นยังเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่นๆในการใช้ภาษาผู้ไท 3) การรณรงค์การใช้ภาษาผู้ไทในงานบุญประเพณีต่างๆ การจัดงานบุญประเพณีต่างๆที่จัดขึ้นในชุมชนพิธีกรในงานจะใช้ภาษาผู้ไท ซึ่งเมื่อก่อนใช้ภาษาไทยกลางเป็นหลักแต่ปัจจุบันมีการใช้ภาษาผู้ไทในงานบุญประเพณีที่จัดขึ้นในชุมชนทุกงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะได้ปฏิบัติสืบต่อกันไปให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น 4) การจำลองประเพณีการลงข่วง เป็นการถ่ายทอดภาษาผู้ไทผ่านผญาและกลอนรำผู้ไท ซึ่งรูปแบบนี้ทำให้คนในชุมชนได้เรียนรู้ถึงวิถีการดำรงชีวิตของคนสมัยก่อน

 และการลงข่วงเข็ญฝ้ายของคนหนุ่มสาวหรือแม้แต่การละเล่น นอกจากนั้นยังได้เรียนรู้ศัพท์ภาษาผู้ไทจากผญาและกลอนรำ ทำให้คนส่วนใหญ่ตระหนักและอยากให้มีประเพณีลงข่วงเข็ญฝ้ายโดยจัดขึ้นทุกปีในชุมชนเพื่อให้ลูกหลาน รุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไปส่วนรูปแบบการอนุรักษ์และฟื้นฟูในโรงเรียนมีดังนี้ 1) การถ่ายทอดภาษาผู้ไทวันละคำในโรงเรียน รูปแบบนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาผู้ไทเก่าๆและนำมาใช้สนทนากับเพื่อนๆ นอกจากนั้นยังนำมาทำเป็นเกมทายคำศัพท์ระหว่างเพื่อนๆในห้องเรียน ซึ่งก็สร้างความสนุกสนานให้กับทุกคน ตลอดจนเด็กได้ฝึกการเรียนรู้ภาษาผู้ไทควบคู่ไปกับภาษาไทยด้วย ทำให้เด็กๆรู้จักความหมายของคำศัพท์ดีขึ้น 2) ปราชญ์ชาวบ้านร่วมถ่ายทอดภาษาผู้ไท เป็นการถ่ายทอดภาษาผู้ไทผ่านนิทานพื้นบ้านและผญาซึ่งรูปแบบนี้เด็กๆจะให้ความสนใจมากเพราะมีคนเฒ่าคนแก่ที่อยู่ในชุมชนมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆให้ฟัง เช่นเรื่องของประวัติศาสตร์ชุมชน วิถีชีวิตของคนสมัยก่อน การละเล่น คำศพท์ภาษาผู้ไท นิทานพื้นบ้านและผญาทำให้เด็กเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ในการเรียนเพราะนอกจากจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาษาผู้ไทแล้ว ยังได้เรียนรู้เรื่องต่างๆเกี่ยวกับชุมชนด้วย 3) การค้นหาคำศัพท์ภาษาผู้ไทจากคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน เด็กๆได้ฝึกการค้นหาคำศัพท์ภาษาผู้ไทยด้วยตนเองแล้วนำมารวบรวมทำเป็นเล่ม เพื่อให้นักเรียนได้นำมาฝึกพูด ซึ่งนักเรียนนำไปปฏิบัติเป็นอย่างดี จนทำให้นักเรียนรู้จักคำศัพท์ภาษาผู้ไทเก่าๆหลายคำ นอกจากนั้นเด็กๆบางคนยังนำไปสอนให้กับพ่อแม่ด้วย

     สรุปได้ว่ารูปแบบการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาผู้ไทที่กล่าวมา ทั้งในชุมชนและในโรงเรียน ล้วนเป็นรูปแบบที่เหมาะสมและสอดคล้องกับท้องถิ่น และทำให้ภาษาผู้ไทดำรงอยู่ในชุมชนต่อไป โดยชุมชนส่วนใหญ่ ตระหนักและเห็นความสำคัญของคุณค่าภาษาผู้ไท และต้องการให้เด็กได้สืบทอดการใช้ภาษาผู้ไทเก่าๆ ตลอดจนนำไปใช้ในชุมชนมากขึ้น


ทีมวิจัย
1.   นางสาวพิชชยา อุทโท หัวหน้าทีม
2.   นายดาวัน นิละปะกะ
3.   นายสมพงษ์ ศรีประไหม
4.   นายรักสิทธิ์ แสนสุมา
5   นางบันทูลย์ ศรีประไหม
6.   นายบุญทัน โวหารฆ้อง
7.   นายบุญมี ศรีนาม
8.   นายชนะกิจ ศรีประไหม
9.   นางอาภรณ์ เครือสวัสดิ์
10. นายฟองสมุทร ศรีสวัสดิ์
11. นางวลัยลักษณ์ ศรีสงเปลือย
12. เด็กหญิงปณิดา จรัสสัน
13. เด็กหญิงขวัญชนก แผ่นมณี

 

ผลการศึกษา
ตัวอย่างคำศัพท์ภาษาผู้ไท
ตัวอย่างพื้น(นิทาน)ภาษาผู้ไท   เนื้อเรื่องภาษาผู้ไท

 

12 กุมภาพันธ์ 2552

พิชชยา อุทโท หัวหน้าทีม (team leader)

Webmasters:

กลับไปหน้าแรก

www.thai-isan-lao.com