Phu Thai

A Tai Language of the Mid-Mekong

Appendix II

Bangkok, December 2014. In Print.

 

ดาวน์โหลด PDF ไฟล์
English version as PDF or HTML

y


ผู้ไท
: ชาติพันธุ์ผู้ไท หรือ คน-ไท?

©
© Thanyalak Chaiyasuk & Asger Mollerup

            คงจะไม่มีชาติพันธุ์ไทกลุ่มไหนที่มีความสับสนในการเรียกชื่อ ตลอดจนประวัติศาสตร์ของตนเองเหมือนผู้ไท (ภูไท[1]) ที่บริเวณสองฝั่งโขง บ่อยครั้งที่เข้าใจผิดว่าเป็นกลุ่มที่คล้ายคลึงกับไทที่เวียดนามเหนือและจีนตอนใต้  คำว่าผู้ไทมีสองความหมาย: ชื่อชาติพันธุ์ของผู้ไทสองฝั่งโขงและผู้คนหรือคนไททั่วไป

            เนื่องจากที่ผ่านมามีนักเขียนหลายท่านใช้คำว่า ผู้ไท ในการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น กลุ่มตะวันตกเฉียงใต้[2] ในเวียดนาม ได้แก่ ผู้-ไทดำ ผู้-ไทขาว ผู้-ไทแดง และกลุ่มกลางในจีนตอนใต้ เช่น “Budai” (บู้ได่ ผู้ไต่)[3] ฯลฯ ว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันหรือคล้ายๆกันกับผู้ไท ซึ่งสร้างความสับสนแก่ผู้ศึกษาภายหลัง ดังนั้นในบทความนี้จึงขออธิบายความหมายของ ผู้ไท ซึ่งแบ่งเป็น 2 ความหมาย[4] ดังนี้
            ความหมายแรก เป็นชื่อเฉพาะของ
กลุ่มชาติพันธุ์สองกลุ่มที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ได้แก่ 1) ผู้ไท ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและตอนกลางของสปป.ลาว 2) เป็นที่ทราบกันมานานกว่าร้อยปีแล้วว่ามีกลุ่มไท (ไต่) ต่างๆในบริเวณชายแดนเวียดนาม-จีน ที่เรียกตัวเองว่า “Budai” ฯลฯ แต่คน บู้ได่ เหล่านี้มีภาษา ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา แตกต่างกันมากกับผู้ไทบริเวณสองฝั่งโขง ซึ่งต่อมา ปราณี กุลละวณิชย์ และ ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ นักภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์[5] ได้ศึกษาเปรียบเทียบภาษาผู้ไทสองฝั่งโขงกับภาษา บู้ได่ แล้วได้ข้อสรุปว่า ผู้ไทและบู้ได่เป็นคนละกลุ่มกัน และ Dr. Eric Johnson ได้ศึกษาภาษาศาสตร์เชิงสังคมวิทยากลุ่มชาติพันธุ์ไทต่างๆ ที่มลฑลยูนนาน ผลสรุปสอดคล้องกัน และเ­ขาได้เสนอว่า ผู้ไทและบู้ได่น่าจะแยกจากกันมาประมาณ 1,200 ปีแล้ว[6]
            ความหมายที่สอง
ผู้ไท คือ ผู้-ไท หมายถึง คน-ไท หรือผู้คนของกลุ่มไทต่างๆ เช่น ผู้-ไทดำ ภาษาไทยกลางเรียกว่า คน-ไทดำ  (เฉพาะคำว่า ไทดำ หรือ ไตดำ เท่านั้นที่เป็นชื่อชาติพันธุ์)  ดังนั้น ผู้เขียนเสนอว่าน่าจะใช้ ไทดำ/ไตดำ แทน ผู้ไทดำ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการเรียกชื่อชาติพันธุ์ ในปัจจุบันนี้นักวิชาการรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ใช้คำว่า ไทดำ/ไตดำ ถ้าหากถามคนไตดำ ไตขาว ไตแดง ฯลฯ  เจ้าเป็นผู้ไทบ่? (คุณเป็นคนผู้ไทไหม?) จะได้รับคำตอบว่า แม่นอยู่ ข้อยเป็นผู้ไท (ใช่ ฉันเป็นคนไท) จากการสำรวจภาคสนามของผู้เขียนที่เมืองเซโปนสปป.ลาว ได้พบผู้หญิงที่พูดสำเนียงคล้ายผู้ไทจึงถามเธอว่า เจ้าเป็นผู้ไทบ่?” (คุณเป็นคนผู้ไทไหม?) ได้รับคำตอบว่า แม่น (ใช่) ครั้นถามต่อว่า ผู้ไทคือคนเซโปนนี้บ่?” (ผู้ไทเหมือนคนเซโปนหรือ?) บ่ข้อยเป็นไทแดง มาเอาผัวผู้ไทอยู่พี้ (ไม่ใช่ ฉันเป็นไตแดง มาแต่งงานกับคนผู้ไทที่นี่) เธอบอกว่าภาษาของเธอแตกต่างจากผู้ไทมากและไม่ได้นับถือศาสนาพุทธแต่นับถือผี เธอยังบอกต่ออีกว่า อยู่ที่เซโปนไม่ได้พูดภาษาไตแดงเพราะคนที่นี่ไม่เข้าใจ นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้รับประสบการณ์เดียวกันเมื่อพบกับคนไตดำที่แขวงเซียงขวาง ทางตอนเหนือของสปป.ลาว และนักวิชาการท่านอื่นก็เกิดความสับสนเช่นกันเมื่อเขาสัมภาษณ์ ไทขาว ไทดำและลาวน้อย[7]จากเวียดนามเหนือ

บน: แผนที่แสดงภาษาในภาคอีสานของไทยและตอนกลางของ สปป.ลาว
วงกลมในภาพ
: แสดงที่อยู่อาศัยของคนผู้ไท เมืองวัง เมืองพิน และเมืองเซโปน: MV, MP, MX คนผู้ไทในประเทศไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางตะวันออกของภาคอีสานรอบๆ เทือกเขาภูพาน เขาวง (หัวศร) อยู่ทางตอนใต้ของเทือกเขานี้ ส่วนคนผู้ไทในสปป.ลาวส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในแขวงสะหวันนะเขต และคำม่วน

ขวา:
1
:
อำเภอเขาวง
2:
เมืองวัง

3
: เมืองพวนหรือเซียงขวาง
4: หัวพันทั้งห้าทั้งหก
5: เมืองแถนหรือเดียนเบียนฟู
6: ภาษาไท/ไตเดิม (Proto-Tai) เป็นถิ่นกำเนิดภาษากลุ่มไท-กะได
ลูกศร
: แสดงเส้นทางการอพยพ

 

แผนที่โดย Chaiyasuk and Mollerup © 2556

 

            ภาษาผู้ไท พบแค่บริเวณสองฝั่งโขงคือภาคอีสานของไทยและสปป.ลาวตอนกลาง บริเวณแขวงคำม่วนและแขวงสะหวันนะเขต[8] ภาษาผู้ไทนั้นอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับภาษาไทย ลาว แสก โย้ย ญ้อ พวนและภาษาอื่นๆอีกเกือบร้อยภาษา ซึ่งอยู่ในตระกูลไท-กะได (Tai-Kadai)[9] ถิ่นกำเนิดเดิมของภาษาตระกูลไท-กะได ราวๆสามพันปีที่แล้วอยู่ที่กวางสีและกวางตุ้งบริเวณจีนตอนใต้ คนที่ใช้ภาษาไท-กะไดนี้น่าจะเป็นผู้วาดภาพเขียนสีที่ผาเขาฮัวซาน (Huashan[10]) ในมณฑลกวางสี เมื่อประมาณ 2,200-2,400 ปีที่แล้วและต่อมาน่าจะเป็นผู้ผลิตกลองมะโหระทึกในสมัยของ ไป่เย่ว์ (Bai-Yue: ร้อยเผ่าพันธุ์เย่ว์) ราวๆ 2,000 ปีที่แล้ว ในปัจจุบันนี้ยังพบภาษาไท-กะได ในบริเวณจีนตอนใต้ลงไปจนจรดชายแดนลาว-เขมร ภาคใต้ของไทยและทางตอนเหนือของพม่าไปจนถึงรัฐอัสสัมทางตะวันออกของอินเดีย

ผู้เขียนศึกษาภาษาผู้ไทที่บ้านละหาน้ำ  สปป.ลาว ผู้เขียนศึกษาภาษาผู้ไทที่วัดธาตุนางลาว เมืองวัง

            ภาษาผู้ไทนั้นใกล้ชิดกับภาษาพวนและญ้อมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ไปสิเลอ?” (ไปไหน?) ภาษาพวน ไปกะเลอ?” และคำที่ใช้สระใอไม้ม้วนในภาษาไทยภาษาพวนและผู้ไทออกเสียง เออ เช่น ส้งเม่อ (กางเกงใหม่) น้ำเสอ (น้ำใส) และ ผู้ไทและพวนใช้ เช่น แขน มะขาม ฯลฯ ผู้ไทและพวนออกเสียง แหน มะหาม ส่วนไทยและลาว ออกเสียง แขน มะขาม ทั้งภาษาพวน ญ้อและผู้ไทจัดอยู่ในกลุ่มภาษาเดียวกันคือ กลุ่มธนิต (ดูคำอธิบายด้านล่าง)

Chamberlain, 1975, หน้า 50

            นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอของ James R. Chamberlain นักภาษาศาสตร์[11] ได้แบ่งกลุ่มภาษาตระกูลไทในกลุ่มตะวันตกเฉียงใต้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มสิถิล (P group: /k t p/ ก ต ป) 2) กลุ่มธนิต (PH group: /kh th ph/ ค ท พ) ผู้ไทอยู่กลุ่มธนิต ส่วนไทดำอยู่กลุ่มสิถิล และจากการศึกษาของ อรพันธ์ บวรรักษา  เปรียบ เทียบภาษาผู้ไท จังหวัดกาฬสินธุ์และภาษาลาวโซ่ง (ไทดำ) ที่จังหวัดเพชรบุรี[12] พบว่าข้อมูลการศึกษาสอดคล้องกัน ผู้ศึกษาได้เสนอไว้อย่างน่ารับฟังว่า ความแตกต่างระหว่างภาษาถิ่นต่างๆและความแตกต่างจากภาษาที่มาจากภาษาดั้งเดิมเดียวกันเกิดขึ้นเพราะเวลาที่ผ่านไปและการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน ตลอดจนการติดต่อสัมพันธ์กับผู้ใช้ภาษา
            มีนักเขียนหลายท่านได้เสนอว่าผู้ไทที่บริเวณตอนกลางของแม่น้ำโขงเป็นชาติพันธุ์เดียวกันกับไทดำ แต่ผู้เขียนมีความเห็นขัดแย้ง เพราะนอกจากข้อมูลที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังพบว่าผู้ไทและไทดำสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง นอกจากนั้นยังพบว่าไทดำนั้นมีภาษาเขียน แต่ผู้ไทไม่มี ระบบความเชื่อ การนับถือศาสนา ลักษณะของสถาปัตยกรรมการสร้างบ้านเรือน และการแต่งกาย แตกต่างกันกับผู้ไท

           
คนผู้ไทน่าจะอพยพมาจากสิบสองจุไททางภาคเหนือของเวียดนาม มาตั้งรกรากอยู่ที่ลาวตอนกลางบริเวณที่ราบสูงนากายแขวงคำเกิด  ราวๆ 1,000 ปีที่แล้ว[13] ในปัจจุบันนี้คนผู้ไทสองฝั่งโขงและคนไตต่างๆ ในสิบสองจุไท สามารถสื่อสารกันได้เพียงเล็กน้อยด้วยภาษาของตนเอง

            ในงานผู้ไทนานาชาติที่ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เมื่อต้นปี 2556 ที่ผ่านมา หลังการแสดงจบลงพิธีกรกลางได้ประกาศว่า พวกเราเป็นผู้ไทดำทั้งหมดมีเด็กหญิงน่ารักคนหนึ่งถามผู้เขียนว่า หนูฟังเพลงของไทดำ ไทขาว ไทแดง จากเวียดนามไม่เข้าใจแต่ผู้ไทจากลาวฟังเข้าใจดี ทำไมถึงบอกว่าเราเป็นผู้ไทดำทั้งหมด ผู้เขียนยิ้มแล้วตอบไปว่า คนไทจากเวียดนามเหนือ เป็นคนละกลุ่มกันกับผู้ไทสองฝั่งโขง แต่เคยมีบรรพบุรุษที่มีความใกล้ชิดกันในอดีตเมื่อพันกว่าปีที่แล้ว แต่ผู้ไทเหมือนเราพบแค่ที่ภาคอีสานของไทยและในลาวตอนกลางเท่านั้น ภายใต้รอยยิ้มนั้นผู้เขียนกลับเพิ่มความกังวลในใจมากยิ่งขึ้น ในอนาคตคนรุ่นใหม่จะมีความเข้าใจชาติพันธุ์ของตนเองเป็นเช่นไร

ภาพซ้าย: านผู้ไทนานาชาติครั้งที่ 2 อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ 9-10 มีนาคม 2556
กลาง: หญิงผู้ไทในปี 2433 จากลาวบาว ห่างจากเมืองเซโปน.  (Malglaive, 1902, หน้า 139)
ขวา: นักขับ (ร้อง) ไทดำจากเดียนเบียนฟู านผู้ไทนานาชาติครั้งที่ 2 อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ 9-10 มีนาคม 2556
 
 

“Pointed Headdress” Tu (Bu Dai) women spinning cotton at Maguan County’s Majiachong Village, page 103

 

“Piled Headdress” Tu (Bu Dai) young women wearing traditional costumes and jewelry in Yanshan County’s Pingyuan Township, page 105

 

บนซ้าย, บนขวา, ขวา: บู้ได่ Budai /bu dai /, ชนเผ่าบู้ได่ จากตำบลต่างๆในเหวินซาน มณทลยูนนาน ประเทศจีน แต่ละแห่งแต่งกายแตกต่างกันและเรียกชื่อชาติพันธุ์ตนเองออกเสียงต่างกัน ซึ่งต่างก็หมายถึง ผู้-คนไท เช่นเดียวกัน

photo courtesy to: Mingfu and Johnson, 2008.

www.ebookdb.org/Zhuang-Cultural-And-Linguistic-Heritage

 

 
 

“Flat Headdress” Tu (Ping Tou Tu, Bu Dai) [ʔbu³³ʔdai²² ] in Kaihua and Panzhihua Townships of Wenshan County, page 102


บน: ชนเผ่าป้อไต อยู่ตำบลจินหลง อำเภอหลงโจว มณฑลกวางสี  จีนตอนใต้ ห่างจากชายแดนเวียดนาม ประมาณ 10 กม. ป้อไตหมายถึง ผู้-คน ไท  ซึ่งมีมากมายหลายกลุ่มหลายที่ ที่เรียกตัวเองว่า คนไท 
 

ภาพซ้าย: ภาพเขียนสีที่เขาฮัวซาน (Huashan) อยู่ห่างจากชายแดนเวียดนาม-จีน 50 กม.
ขวา:
กลองมะโหระทึก (ฆ้องบั้ง) จากพิพิธภัณฑ์สะหวันนะเขต สปป.ลาว

เชิงอรรถ

พิเชฐ สายพันธ์, ผู้ไท: ข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ จุลสารไทยคดีศึกษา 18,2 (พ.ย.44-ม.ค.45) หน้า 44-52 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ, 2544.

——. เมืองแถง-เดียนเบียนฟู: การเมืองชาติพันธุ์และการเปลี่ยนผ่าน สู่รัฐสังคมนิยมของกลุ่มไทในเวียดนาม, วารสารสังคมวิทยามานุษยวิทยา 30 (1) มกราคม-มิถุนายน, 2554.

          http://socanth.tu.ac.th/wp-content/uploads/2012/02/JSA-30-1-pichet.pdf

สุรจิตต์ จันทรสาขา, เมืองมุกดาหาร  กรุงเทพ ฯ, 2543

Chaiyasuk, Thanyalak และ Asger Mollerup. ภาษาผู้ไท เพื่อสุขภาพ กรุงเทพฯ, 2556,

Chamberlain, James R. , A New Look at the History and Classification of the Tai Dialects. In Studies in Tai Linguistics in Honor of William J. Gedney. Ed. by Harris and Chamberlain, Bangkok, CIEL. 1975.

          http://sealang.net/sala/archives/pdf8/chamberlain1975new.pdf

——. The Tai dialects of Khammouan Province: Their Diversity and Origins (XVIth International Conference on Sino-Tibetan Languages and Linguistics, Seattle, Washington. 1983.

Harman, François, Laos and the Hilltribes of Indochina. Bangkok: White Lotus, 1997.
          http://ebooks.library.cornell.edu/s/sea/browse_author/gh.php

Mingfu, Wang and Erik Johnson, Zhuang Cultural and linguistic Heritage. SIL International and The Nationalities Publishing House of Yunnan, China, 2008.
www.ebookdb.org/reading/316FG944GD59G87324147769/Zhuang-Cultural-And-Linguistic-Heritage

Li, Fang Kuei, A Handbook of Comparative Tai. University Press of Hawaii, 1977.

Malglaive, Joseph de and Armand Joseph Rivière. Voyages au centre de l’Annam et du Laos et dans les regions sauvages de l’est de l’Indo-Chine. The Pavie Mission, vol. 4. Paris: E. Leroux, 1902. http://ebooks.library.cornell.edu/s/sea/browse_author/mn.php

         Travels in Central Vietnam and Laos, Pavie 4: The Pavie Mission Indochina Papers (1879-1895), Bangkok, White Lotus, 2000

Viravong, Maha Sila, History of Laos. Paragon Book Reprint Corp. New York, 1964.   http://www.reninc.org/bookshelf/history_of_laos_viravong.pdf


บรรณานุกรม


[1] ประชาชนส่วนใหญ่ในภาคอีสาน นิยมใช้คำว่า ภูไท แต่ในสปป.ลาว ใช้ ผู้ไท (ຜູ້ໄທ) คำหลังมีความหมายสอดคล้องกับชื่อชาติพันธุ์ ซึ่งหมายถึง คน-ไท พบการบันทึกเป็นภาษาไทยครั้งแรกในประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 4, 2458 (ในพงศาวดารใช้ ผู้ไทย) ส่วนคำว่า ภูไท เขียนในหนังสือไทยทั่วไปหลังการบันทึกของพระโพธิวงศาจารย์ ในหนังสือใช้ ภูไทย (อ้วน ติสโส) 2469

[2] Li Fang Kuei, 1977. ฟังกวย ลี แบ่งกลุ่มภาษาตระกูลไทเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มตะวันตกเฉียงใต้ (South-western Tai Group) กลุ่มกลาง (Central Tai Group) และกลุ่มเหนือ (Northern Tai Group).  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Johnson, 2010, หน้า 7-9

[3] Pranee และ Theraphan, 1998, หน้า 280 และ 291: “Pu Dai”, “Pu Tai (Budai)”. Mingfu & Johnson, 2008, หน้า 14: “Bu Dai (Pu Dai)” (บู้ได่ ปุได). Eric Johnson, การสื่อสารส่วนตัว: “phu22 tai33” (ผู้ไต่). Johnson, 2010, หน้า 16: “ ... the Taic word pu/phu/bu still used to this day by most Zhuang groups, meaning “tribe, people, person, ethnic group.” และหน้า 19: “pu Dai (phu55 dai31, phu22 dai31) และในหน้าเดียวกันยังเขียนว่า คนที่ใม่ใช่ผู้ไต่ เรียกพวกเขาว่า “Pulao” (ผู้ลาว).

[4] Chamberlain, 1983: “the term Phu Tai is to some extend an ambiguous one, since freely translated it means simply 'Tai Person' and a great many Tai speakers refer to themselves in this way, including the Black Tai, White Tai, Red Tai, etc. However there is a large population of Tai Speakers known only as Phu Tai. They are to be found today in Savannakhet, Khammouane, Nakhon Phanom, Sakon Nakhon, and Kalasin.”

[5] Pranee และ Theraphan, 1998, หน้า 291: “The conclusion that Pu Tai (Budai) and Pu Tai (Phu Thai) are of different ethnic groups ...”

[6] Johnson, การสื่อสารส่วนตัว

[7] ลาวน้อยเป็นลาวกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งจากหลายๆกลุ่มที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือนของเวียดนาม (Howard, 2002) ผู้เขียนเคยสัมภาษณ์คนลาวน้อยที่มาร่วมงานผู้ไทนานาชาติ ที่อ. เขาวง กาฬสินธุ์ เมื่อ มีนาคม 2556 ภาษาและการแต่งกายของเธอบ่งบอกว่าอพยพมาจากแขวงหัวพัน ทางลาวตอนเหนือไปยังเดียนเบียนฟู ทางเวียดนามเหนือ ระยะทางประมาณ 100 กม.จากเอกสารทางเวียดนามรายงานว่าการอพยพน่าจะประมาณ 300 ปีมาแล้ว ผู้เขียนเสนอว่าอาจจะเป็นช่วงปราบฮ่อ

[8] มีหมู่บ้านผู้ไท 2-3 แห่งอยู่ทางตอนเหนือแขวงจำปาสักและอีก 1-2 หมู่บ้านอยู่ที่ตอนกลางแขวงสาละวัน (จากการสำรวจพื้นที่ของผู้เขียน ก.พ. 2555) และมีการบันทึกว่ามีหมู่บ้านผู้ไทอยู่เวียดนาม แถวเทือกเขาแอนนาไมท์ติดกับชายแดนลาว-เวียดนาม แถบแขวงสะหวันนะเขตและคำม่วน แต่ยังไม่ได้ไปตรวจสอบ

[9] ไชยสุข และ Mollerup, 2556

[10] Qian, 2013. หน้า 26

[11] Chamberlain, 1975, page 50

[12] อรพันธุ์, 2541, หน้า 60-70

[13] ... “we might conclude that the Tai began migrating westwards and south-westwards” ... [from NE-Vietnam] ... “in the eight century, and that during the 11th, 12th, and 13th centuries they found their way approximately to their present homes in Southeast Asia” Chamberlain, 1975, p. 58.  “เราอาจสรุปได้ว่าชนเผ่าไทเริ่มอพยพไปทางตะวันออกและตะวันตกเฉียงใต้... [จากตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม] ... ในช่วง ศตวรรษที่ 13 และช่วง ศตวรรษที่ 16, 17 และ 18 ไปยังที่อยู่อาศัยในปัจจุบันนี้ในดินแดนเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ แชมเบอเลน ,1975 หน้า 58.

 

 

INDEX

March 2013 © Asger Mollerup and ธัญญลักษณ์ ไชยสุข มอลเลอร์รพ

Facebook: Phutai Studies

macsida@thai-isan-lao.com

www.thai-isan-lao.com