วารสารเมืองโบราณ 39-4

กรุงเทพมหานคร  ธันวาคม 2556

 

Muang Boran Journal, 39-4

Bangkok, December 2013.

 

Phu Thai / Phutai History

http://www.muangboranjournal.com/


ประวัติศาสตร์ผู้ไทสองฝั่งโขง
ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าอพยพมาจาก “เมืองบก เมืองวัง”

© Thanyalak Chaiyasuk & Asger Mollerup
 

            ประวัติศาสตร์ผู้ไท[i]ที่นำเสนอนี้กล่าวถึงผู้ไทที่อาศัยอยู่บริเวณสองฝั่งโขง คือภาคอีสานของไทยและสปป.ลาวตอนกลางบริเวณแขวงคำม่วนและแขวงสะหวันนะเขต[ii] ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทมีการบันทึกครั้งแรกในเอกสารรัชกาลที่ 3 เขียนถึงเมืองวังว่า อยู่ลาวตอนกลาง ได้ถูกกวาดต้อนมาอยู่ทางภาคอีสานของไทย เมื่อประมาณ 180 ปีที่แล้ว[iii] และได้กระจายไปอยู่ในจังหวัดต่างๆเช่น กาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม เป็นต้น ในขณะเดียวกันกลุ่มไทอื่นๆก็ถูกกวาดต้อนมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกันหลายระลอก เช่น ไตดำ (ลาวโซ่ง)[iv] พวน[v] ลาวเวียงจันทร์ ได้กระจายกันอยู่เกือบทุกภาคของไทย ในปัจจุบันผู้ไทหลายแห่งในภาคอีสานของไทยมักใช้คำว่า การอพยพ แทนคำว่า ถูกกวาดต้อน แต่ในความทรงจำของคนผู้ไทในสปป.ลาวทุกแห่งเล่าว่า ผู้ไทถูกกวาดต้อนไปภาคอีสานโดยทหารสยาม

ผู้ไทที่เมืองเซโปน พ.ศ. 2433 (Malglaive, 1902, หน้า 132) ''L'Illustration': Siamese soldiers in Laos app. 140 years ago

            ข้อมูลชุดที่สอง เป็นการสัมภาษณ์เจ้าเมืองพิน[vi] เมื่อ 135 ปีที่แล้ว ท่านเล่าว่าก่อนหน้านั้นผู้ไท มาจากทางเหนือ ที่ท่านเรียกว่า น้ำน้อย[vii] ซึ่งน่าจะหมายถึง น้ำน้อย อ้อยหนู[viii] หรือ นาน้อย อ้อยหนู แต่เจ้าเมืองพิณไม่ได้กล่าวถึงเมืองแถนและสิบสองจุไทในเวียดนามเหนือ ส่วนการปกครองของผู้ไทในช่วงนั้นแบ่งเป็น 3 เมืองและมีเจ้าปกครองในแต่ละเมือง ได้แก่ เมืองพิน เซโปนและเมืองวัง ส่วนประวัติศาสตร์ของผู้ไทก่อนสมัยรัชกาลที่ 3 หรือก่อนยุคสมัยเจ้าอนุวงศ์ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน คงมีแต่ตำนานหรือนิทานปรัมปราและคำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ นอกจากนั้นยังมีการบันทึกข้อมูลจากการบอกเล่าเกี่ยวกับผู้ปกครองเมืองวังและเมืองอ่างคำ เมื่อ 200 ปีที่แล้ว แต่ได้บันทึกไว้ในภายหลัง ซึ่งข้อมูลของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน[ix] สร้างความสับสนแก่ผู้ศึกษาในภายหลัง ผู้เขียนหวังว่าจะมีโครงการเก็บรวบรวมเรื่องเล่าทั้งหมดเหล่านี้แล้วนำมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของข้อมูล และมีการศึกษาเปรียบเทียบภาษาผู้ไทและภาษาไทอื่นๆทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงจะทำให้ได้ข้อมูลที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ในการค้นหารากเหง้าของคนผู้ไทในภาคอีสาน ซึ่งจะทำให้ประวัติศาสตร์ผู้ไทสองฝั่งโขงชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

            จากตำนานขุนบรม (บุลม) ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการอพยพเมื่อประมาณ 1,300 ปีที่แล้ว[x] ขุนบรม มีบุตรชาย 7 คน ซึ่งได้แยกย้ายกันไปปกครองเมืองต่างๆ ได้แก่ หลวงพระบาง (ลาว) เมืองแถน (ไทดำ) เมืองเซียงขวาง (พวน) บุตรชายอีกคนหนึ่งไปปกครองเมืองคำม่วน ซึ่งเป็นคนผู้ไท[xi] ตำนานขุนบรมมีหลายฉบับ แต่ละฉบับเนื้อหาก็แตกต่างกัน แต่ผู้เขียนให้ความสนใจพงศาวดารเมืองล้านช้างที่กล่าวถึง การครองเมืองของท้าวกม ท้าวกมปกครองเมืองหล้า-คำม่วน[xii] หรือเมืองคำเกิด ปัจจุบันอยู่ทางตะวันตกของเมืองหลักซาว แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว

            Michael C. Howard นักมานุษยวิทยาเสนอไว้ในหนังสือเกี่ยวกับผ้าไทในเวียดนามว่า คนไทอพยพมาจากที่ราบลุ่มทางเวียดนามเหนือหรือมาจากกวางสี เมื่อ 2,000 ปีที่แล้วและไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่มณฑลยูนนาน (น่านเจ้า?) ต่อมากลุ่ม ลาว-ผู้ไท ได้อพยพมายังแอ่งเดียนเบียนฟู ก่อนกลุ่มไทดำแล้วอพยพไปตามลำน้ำอูและลงมายังลำน้ำโขงเมื่อ 1,000 กว่าปีที่แล้ว ส่วนผู้ไทได้มาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองวังในเวลาต่อมา[xiii] Patricia Cheesman ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับผ้าลาว-ไท เสนอใว้ในงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับผ้าพวนและผู้ไทของท่านว่าคนพวนและผู้ไทเคยอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน และเส้นทางการอพยพของผู้ไทน่าจะไม่ใช่ลำน้ำอู[xiv] ส่วนภาษาผู้ไทนั้นมีความใกล้ชิดกับภาษาพวน[xv] ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ที่มีประวัติศาสตร์ทางภาษาร่วมกันมาเป็นเวลานานแล้ว

ตำนานขุนบรม (บุลม) ภาพเขียนสีที่เขาฮัวซาน มลฑลกวางสีประเทศจีน

            นักภาษาศาสตร์เสนอไว้นานแล้วว่า ถิ่นกำเนิดของคนไทอยู่ทางตะวันออกของเดียนบียนฟู บริเวณมณฑลกวางสีทางตอนใต้ของจีนและได้อพยพไปทางตะวันตกในช่วงที่จีนและเวียดนามทำสงครามขยายอาณาเขตของตนเอง ซึ่งเริ่มเมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว

            นักวิชาการรุ่นใหม่หลายท่านเขียนถึงภาพเขียนสีที่เขาฮัวซาน มลฑลกวางสีประเทศจีนซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนเวียดนาม 50 กม. เท่านั้น ภาพเขียนได้แสดงถึงพิธีกรรมการเลี้ยงผีของหมอคนไทเดิม (ดาว สันณิฐานว่าเป็นภาพกลองมะโหระทึก ซึ่งกลองมะโหระทึกยังคงใช้ในพิธีกรรมของคนไทบริเวณยูนนานในปัจจุบันและยังคงมีเพลงที่มีความยาวมาก ที่อธิบายวิธีการสร้างกลองนี้ เมื่อประมาณ 2,300 ปีแล้ว)[xvi]

            นอกจากนั้นยังมีตำนานสร้างโลกของคนไทกลุ่มต่างๆ ทั้งที่อยู่ในและนอกประเทศไทย อันได้แก่ ไทอาหม ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทเขิน ไทยวน-ล้านนา อีสาน ลาว ไทดำ ไทขาว และจ้วง มีตำนาน  3 แบบเรื่อง ได้แก่แบบเรื่องมนุษย์ออกมาจากน้ำเต้าพบมากในกลุ่มตำนาน ลาว ไทดำ ไทขาว แบบเรื่องปู่สังกะสาย่าสังกะสีพบมากในกลุ่มตำนานไทลื้อ ไทเขิน ไทยวน-ล้านนา และอีสาน แบบเรื่องเทาวดาลงมากินง้วนดินพบในตำนานของล้านนาและไทใหญ่ในประเทศไทย การวิเคราะห์เนื้อหาของตำนานสร้างโลกของคนไทสะท้อนระบบคิดและวัฒนธรรมของคนไทหลายประการ ประการแรก ชี้ให้เห็นว่าคนไทดั้งเดิมที่กระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ ตอนเหนือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล้วนมีความเชื่อดั้งเดิมเรื่องมีผู้สร้างโลก ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของปู่สังกะสา-ย่าสังกะสีสร้างโลกสร้างมนุษย์ หรือปู่แถนที่นำน้ำเต้าที่บรรจุมนุษย์ไว้ลงมายังโลก ประการที่สอง ตำนานสร้างโลกของคนไทไม่ว่าจะเป็นแบบเรื่องแบบใด สะท้อนระบบคิดและความเชื่อที่อธิบายให้เห็นว่าคนไทเป็น "ลูกฟ้า" มีชาติกำเนิดและความสัมพันธ์กับสวรรค์ ตำนานของคนไทบางกลุ่มเน้นให้เห็นว่า ผู้ปกครองบ้านเมืองเป็นผู้ที่ถูก "ฟ้าส่งมา" หรือสืบเชื้อสายมาจากเทวดาบนสวรรค์ ในแง่นี้ตำนานสร้างโลกจึงเป็นสิ่งอธิบายสถานภาพทางสังคมของคนไทและผู้ปกครองที่เป็นชาติพันธุ์ไท ประการที่สาม ตำนานสร้างโลกของคนไทเกือบทุกกลุ่มสอดแทรกเนื้อหาเรื่องปู่-ย่า หรือแถนสอนให้คนไททำนาปลูกข้าว เป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมข้าวเป็นสิ่งที่เป็นแก่นและอยู่คู่กับวัฒนธรรมของคนไทมาตั้งแต่ดั้งเดิม ประการที่สี่ ตำนานของกลุ่มลาว ไทดำ ไทขาวสะท้อนวิถีชีวิตและบริบททางสังคมที่คนไทต้องสัมพันธ์กับคนชาติพันธุ์อื่นๆ จึงอธิบายกำเนิดมนุษย์ในลักษณะที่เป็นพี่น้องกับคนชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ออกมาจากน้ำเต้าเดียวกัน อย่างไรก็ตามตำนานก็สะท้อนระบบคิดที่จำแนกคนไท-ลาว ออกจากคนชาติพันธุ์อื่นๆ ที่เป็นข่า ขมุ แกว ฮ่อ ในแง่นี้ตำนานจึงเป็นสิ่งสะท้อนเอกลักษณ์ชาติพันธุ์ไทว่า "ไท" ต่างจากคนชาติพันธุ์อื่นอย่างไรด้วย[xvii]

            ตำนานการสร้างโลกของไทต่างๆ ได้อธิบายถึง "คนไทมีกำเนิดมาจากฟ้า" นอกจากนั้นยังกล่าวถึงการอพยพ เช่น ตำนานท้าวฮุ่งท้าวเจือง กล่าวถึงการอพยพจากทางตะวันออกไปถึงเมืองแถน (เดียนเบียนฟู)

                 จากการศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์เชิงสังคมวิทยา โบราณคดี และการศึกษาเปรียบเทียบภาษาไท-กะไดโดยใช้ฐานข้อมูลแผนที่จีไอเอส (GIS) เมื่อเร็วๆนี้ ได้ค้นพบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ไทจากแหล่งข้อมูลต่างๆของจีน เช่น จากบทเพลง การบันทึกของไท-จ้วงในยูนนานและกวางสีซึ่งขณะนี้กำลังได้รับการแปลเป็นภาษาไทยและอังกฤษ และจากการศึกษาดีเอ็นเอ (DNA) ของมนุษย์ ชี้ให้เห็นว่าคนไท แรกเริ่มอพยพมาจากแอฟริกา ผ่านทางอินเดีย แล้วเข้ามาทางตอนใต้ของจีน[xviii]  

            ในการศึกษาประวัติศาสตร์ผู้ไทนั้น โดยสรุปแล้วมีข้อมูลที่อ้างอิงได้ว่า ผู้ไทสองฝั่งโขงนั้นเมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้วอาศัยอยู่ที่เมืองวัง ในพื้นที่วีละบุลี แขวงสะหวันนะเขตและแขวงคำม่วน สปป.ลาว อาจมาอยู่ในบริเวณนั้นก่อนหรือพร้อมกันกับชาติพันธุ์ลาว[xix] ต่อมาได้ถูกกวาดต้อนมาอยู่ทางภาคอีสานของไทยในปัจจุบันเมื่อประมาณ 180 ปีที่แล้ว ก่อนหน้านั้นผู้เขียนเสนอว่าผู้ไท(เดิม) น่าจะมาจากจีนตอนใต้ ผ่านมายังสิบสองจุไทในเวียดนามตะวันตกเฉียงเหนืออาจจะอยู่ที่เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) และอพยพมาอาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเซียงขวาง ใกล้ๆกับกลุ่มพวนประมาณ 1,000 ปี อาจเป็นเมืองหล้า-คำเกิด ซึ่งเจ้าเมืองเป็นบุตรชายคนหนึ่งของขุนบรม หลังจากนั้นเมื่ออาณาจักรเขมรและจาม (ประมาณ 700 ปีที่แล้ว) ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่บริเวณเมืองวังมาก่อนนั้นเสื่อมอำนาจลง ผู้ไทได้เข้ายึดครองดินแดน บริเวณลำน้ำเซบั้งไฟ เซน้อย และเซบังเหียนที่แขวงสะหวันนะเขตและคำม่วน

            ส่วนการศึกษาประวัติศาสตร์ผู้ไทที่ละเอียดและลึกซึ้งกว่านี้ น่าจะศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลการบอกเล่าจากบรรพบุรุษหรือจารึกในใบลานของผู้ไทสองฝั่งโขง ตำนานของไทกลุ่มต่างๆ  รวมทั้งการศึกษาเปรียบเทียบภาษาผู้ไทและภาษาไทอื่นๆทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงและการศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์เชิงสังคมวิทยาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ไทจากแหล่งข้อมูลต่างๆและหลักฐานทางโบราณคดี ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้น่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไท-กะไดและผู้ไทก็เป็นได้

 

บรรณานุกรม

ธัญญลักษณ์ ไชยสุข
&
Asger Mollerup

2556. ภาษาผู้ไท เพื่อสุขภาพ, White Lotus, กรุงเทพฯ (link)

พิเชฐ สายพันธ์

2544. ผู้ไท: ข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ จุลสารไทยคดีศึกษา 18,2 (พ.ย.44-ม.ค.45) หน้า 44-52 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ

พิเชฐ สายพันธ์

2554. เมืองแถง-เดียนเบียนฟู: การเมืองชาติพันธุ์และการเปลี่ยนผ่าน สู่รัฐสังคมนิยมของกลุ่มไทในเวียดนาม, วารสารสังคมวิทยามานุษยวิทยา 30 (1) มกราคม-มิถุนายน
http://socanth.tu.ac.th/wp-content/uploads/2012/02/JSA-30-1-pichet.pdf

ศิราพร ณ ถลาง

2539. รายงานการวิจัย: การวิเคราะห์ตำนานสร้างโลกของคนไท  ภาควิชาภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ดาวโหลดจาก

สุรจิตต์ จันทรสาขา

2543. เมืองมุกดาหาร  กรุงเทพ ฯ,

ຄຳແພງ ທິບມຸນຕາລີ
ຄຳໝ້ນ ສີພັນໄຊ
ໂພໄຊ ສູນນະລາດ
ຄຳໃບ ຍຸນດາລາດ

2009. ຊອກຮູ້ຊົນເຜາໃນລາວ ສະຖາບັນວິຫະຍາສາດສັງຄົມແຫ່ງຊາດ ສະຖາບັນຄນຄວ້າຊົນເຜາແລະສາສະໜາ ນະຄອນຫຼວງວຽງຈັນ
Research in Ethnic Groups in Laos, National Institute of Social Science and Institute of Ethnic Research and Religion. Vientiane 2009.
 

Breazeale, Kennon
& Snit Smuskarn

1988. A Culture in Search of Survival: The Phuan of Thailand and Laos. Monograph Series 31 / Yale Uni. S.E.Asian Studies. Yale Center for International and Area Studies. New Haven, Connecticut.

Chaiyasuk, Thanya
& Asger Mollerup
2556. ภาษาผู้ไท เพื่อสุขภาพ กรุงเทพฯ (link)
Chaiyasuk, Thanya
& Asger Mollerup
2556. ผู้ไท: ชาติพันธุ์ผู้ไท หรือ คน-ไท? วารสารเมืองโบราณ 39-4, กรุงเทพมหานคร  ธันวาคม 2556 (link)
(Muang Boran Journal, vol. 39-4
, Bangkok, December 2013.)

Chamberlain, James R.

1975. A New Look at the History and Classification of the Tai Dialects. In Studies in Tai Linguistics in Honor of William J. Gedney. Ed. by Harris and Chamberlain, Bangkok, CIEL.  http://sealang.net/sala/archives/pdf8/chamberlain1975new.pdf

Edmonson, Jerold, A.

The power of language over the past: Tai settlement and Tai linguistics in southern China and northern Vietnam, Jerold A. Edmondson. Department of Linguistics and TESOL, The University of Texas at Arlington, downloaded: 2556.02.11: http://www.uta.edu/faculty/jerry/pol.pdf

Harman, François

1997. Laos and the Hilltribes of Indochina. Bangkok, White Lotus.
On-line: Le Laos et les populations sauvages de l'Indo-Chine, 1877, I-X (1879)
On-line: Le Laos et les populations sauvages de l'Indo-Chine, 1877, XI-XXV (1880)

Howard, Michael C.
& Kim Be Howard

2002. Textiles of the Daic Peoples of Vietnam. Studies in the Material Cultures of Southeast Asia No. 3. White Lotus. Bangkok.

Mingfu, Wang
and Erik Johnson

Zhuang Cultural and linguistic Heritage. SIL International and The Nationalities Publishing House of Yunnan, China, 2008.
www.ebookdb.org/reading/316FG944GD59G87324147769/Zhuang-Cultural-And-Linguistic-Heritage

Mollerup, Asger 2012. Phutai history, presented at One Phutai World, Renu Nakhon, April, 2012. Link

Nam Thuen 2 Power Company (NTPC)
 

2005. Nam Thuen 2 Project - Social Development Plan - Volume 3, Chapter 7: Ethnic Minority Development Plan - Downstream Areas.
www.namtheun2.com/index.php?option=com_content&view=article&id=87&Itemid=96

Malglaive, Joseph de,
and Armand Joseph Rivière
Travels in Central Vietnam and Laos, Pavie 4: The Pavie Mission Indochina Papers (1879-1895), Bangkok, White Lotus, 2000.
Voyages au centre de l'Annam et du Laos et dans les regions sauvages de l'est de l'Indo-Chine (1902)
Six mois au pays des Kha (sauvages de l'Indo-Chine centrale) (1893)

Viravong, Maha Sila
 

1964. History of Laos. Paragon Book Reprint Corp. New York. http://www.reninc.org/bookshelf/history_of_laos_viravong.pdf

เชิงอรรถ


[i] ในประเทศไทยมีหลายท่านใช้ ภูไท แต่ในบทความนี้ผู้เขียนพอใจที่จะใช้ ผู้ไท เพราะเป็นคำดั้งเดิมที่ให้ความหมายเดียวกันทั้งในประเทศไทยและสปป.ลาว

[ii] มีหมู่บ้านผู้ไท 2-3 แห่งอยู่ทางตอนเหนือแขวงจำปาสัก และอีก 1-2 หมู่บ้านอยู่ที่ตอนกลางแขวงสาละวัน (จากการสำรวจพื้นที่ของผู้เขียน ก.พ. 2555) และมีการบันทึกว่าอาจจะมีหมู่บ้านผู้ไทอยู่เวียดนาม แถวเทือกเขาแอนนาไมท์ติดกับชายแดนลาว-เวียดนาม แถบแขวงสะหวันนะเขตและคำม่วน (Howard, 2002) แต่ยังไม่มีใครไปตรวจสอบ

ผู้ไท หมายถึง คน-ไท และใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆที่อาศัยอยู่ที่เวียดนามเหนือและจีนตอนใต้ (Bu Dai, ปุได, Pu Dai, ผู้ไต) ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับผู้ไทเพราะมี วัฒนธรรม ความเชื่อ ภาษาที่แตกต่างกัน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ผู้ไท: ชาติพันธุ์ผู้ไท หรือ คน-ไท? โดย Thanyalak Chaiyasuk และ Asger Mollerup.

[iii] สุรจิตต์, 2543, หน้า 92

[iv] พิเชฐ สายพันธ์, 2554, หน้า 12

[v] Breazeale, 1988

[vi] Harmand, 1997, หน้า 220: นักสำรวจชาวฝรั่งเศษ เป็นชาวต่างชาติคนแรกที่เดินทางไปเมืองพิน เมืองเซโปน ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2420

[vii] Harmand, 1997, หน้า 220: the Phu Tai “say they come from the North, from a place they call Nam Noi”

[viii] สุรจิตต์ (2543, หน้า 91 และ 96): “เมืองแถน หรือ เมืองน้ำน้อย อ้อยหนู ซึ่งอยู่ในแคว้นสิบสองจุไท นักวิชาการท่านอื่นๆมักเขียนว่า นาน้อย อ้อยหนู และนักมานุษยวิทยาชาวเวียดนาม Cam Trong (2001, หน้า 80) เสนอไว้ว่า นาน้อย อ้อยหนู เมื่อประมาณ 1,000 ปีที่แล้วอยู่บริเวณห้วยรม ห่างจากตัวเมืองเดียนเบียนฟูไปทางตะวันตก 17 กม. พิกัด: 21.25360 E103.02800

ข้อสัณนิฐานนี้มาจากในปัจจุบันมีหมู่บ้านหนึ่งชื่อบ้านนาน้อย เชื่อว่าเป็นที่อยู่เดิมของขุนบรม มีเรื่องเล่าของคนท้องถิ่นว่า มีหินรูปร่างเป็นแอ่งคล้ายจานเป็นที่ที่แม่ของขุนบรมอาบน้ำให้เขาตอนเป็นเด็ก

[ix] Oral Tradition, Lao, 2011

[x] Chamberlain, 1975, หน้า 58

[xi] มหาศีลา วีรวงศ์ เขียนในหนังสือพงศาวดารเมืองล้านช้าง ท้าวกมปกครองเมืองหล้า-คำม่วน” (แปลจากหนังสือ Lao History, Viravong, 1964, หน้า 24: “In the story book of Muong Lan-Xang, it has been said that” ... “Thao Kom [ruled] over Muong La-Khamuane.”) แต่ก่อนเมืองคำม่วนอยู่ทางตะวันตกของหลักซาวห่างออกไปประมาณ 5 กม. Wajuppa Tossa, 2002, ซึ่งเขียนสอดคล้องกับมหาศีลา วีรวงศ์ ว่าขุนบรมส่งลูกชายคนที่ 6 ไปปกครองเมือง “Xiangkhom, Khamkao, or Khamkoed” แต่ก่อนเมืองคำเกิดอยู่ทางตะวันตกของหลักซาวห่างออกไปประมาณ 20 กม. และ Manich, 1967, หน้า 31, ก็เขียนสอดคล้องกันว่า Prince Krom was sent to rule at Kammuon ลูกชายของขุนบรมนอกจากปกครองเมืองคำม่วนแล้ว อีกสองในเจ็ดคนนั้นไปปกครองเมืองสิบสองจุไทและเซียงขวาง ซึ่งแต่ละที่ก็ใช้ภาษาที่แตกต่างกันได้แก่ ผู้ไท ไทดำและพวน ส่วนลูกชายอีกสี่คน ไปปกครองเมือง ล้านช้าง พาลาน (Phalan) ล้านนา และอยุทธยา รายละเอียดชื่อของเมือง ชื่อของลูกชายขุนบรมเขียนไม่เหมือนกัน แล้วแต่ผู้เขียนแต่ละท่านและพงศาวดารแต่ละเล่มก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน

[xii] มหาศีลา วีรวงศ์ เขียนในหนังสือพงศาวดารเมืองล้านช้าง ท้าวกมปกครองเมืองหล้า-คำม่วน” (แปลจากหนังสือ Lao History, Viravong, 1964, หน้า 24: “In the story book of Muong Lan-Xang, it has been said that” ... “Thao Kom [ruled] over Muong La-Khamuane.”) และ Manich, 1967, หน้า 31, เขียนสอดคล้องกันว่า Prince Krom was sent to rule at Kammuon

[xiii] Howard, 2002, หน้า 8-11

[xiv] การสื่อสารส่วนตัว

[xv] Chamberlain, 1975, หน้า 63: ผู้ไท ญ้อ ไทซำเหนือ และพวน อยู่ในสกุลภาษา เหนือเดิม (Old Neua)

[xvi] Mingfu และ Johnson, 2008, หน้า 69. Edmonson, 2007

[xviii] Edmonson, หน้า 5

[xix] NTPC, 2005, หน้า 9: “The Phou Thay are concentrated along the Xe Bang Fai and Xe Noi rivers ... possibly  arriving  in the area at the same time or before the Lao”.

--- END ---

บน: แผนที่แสดงภาษาในภาคอีสานของไทยและตอนกลางของ สปป.ลาว
วงกลมในภาพ
: แสดงที่อยู่อาศัยของคนผู้ไท เมืองวัง เมืองพิน และเมืองเซโปน: MV, MP, MX คนผู้ไทในประเทศไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางตะวันออกของภาคอีสานรอบๆ เทือกเขาภูพาน เขาวง (หัวศร) อยู่ทางตอนใต้ของเทือกเขานี้ ส่วนคนผู้ไทในสปป.ลาวส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในแขวงสะหวันนะเขต และคำม่วน

ขวา:
1
:
อำเภอเขาวง
2:
เมืองวัง

3
: เมืองพวนหรือเซียงขวาง
4: หัวพันทั้งห้าทั้งหก
5: เมืองแถนหรือเดียนเบียนฟู
6: ภาษาไท/ไตเดิม (Proto-Tai) เป็นถิ่นกำเนิดภาษากลุ่มไท-กะได
ลูกศร
: แสดงเส้นทางการอพยพ

 

แผนที่จาก: ผู้ไท: ชาติพันธุ์ผู้ไท หรือ คน-ไท?
โดย ไชยสุข และ Mollerup, 2556

 

 

INDEX

21 มีนาคม 2556 © ธัญญลักษณ์ ไชยสุข มอลเลอร์รพ และ Asger Mollerup

Facebook: Phutai Studies

macsida@thai-isan-lao.com

www.thai-isan-lao.com