ภาษาผู้ไท - เพื่อสุขภาพ

 

คำนำ

 

ภาษาผู้ไท (ภูไท[i]) พบแค่บริเวณสองฝั่งโขง คือภาคอีสานของไทยและสปป.ลาวตอนกลาง บริเวณแขวงคำม่วนและแขวงสะหวันนะเขต[ii] ในหนังสือเล่มนี้ภาษาผู้ไทที่นำเสนอมาจากพื้นที่อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งคล้ายคลึงกับสำเนียงผู้ไทในหมู่บ้านรอบๆธาตุนางลาว เมืองวัง สปป.ลาว

ภาษาผู้ไทอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับภาษาไทย ลาว แสก โย้ย ญ้อ พวน และภาษาอื่นๆอีกเกือบร้อยภาษา ซึ่งอยู่ในตระกูลไท-กะได (Tai-Kadai) ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่ กวางสีและกวางตุ้งทางจีนตอนใต้ราว 3,000 กว่าปีที่แล้ว[iii] ในปัจจุบันยังพบภาษาไทกลุ่มต่างๆในบริเวณนี้ลงไปจนถึงชายแดนลาว-เขมร ภาคใต้ของไทย และ ทางตอนเหนือนของพม่าไปจนถึงรัฐอัสสัมทางตะวันออกของอินเดีย

กลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท มีการบันทึกทางประวัติศาสตร์ครั้งแรก จากเอกสารรัชกาลที่ 3 เขียนถึงเมืองวังว่าอยู่ลาวตอนกลาง และได้ถูกกวาดต้อนมาอยู่ทางภาคอีสานของไทย เมื่อประมาณ 180 ปีที่แล้ว[iv] ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เขาวง ได้เล่าว่าอพยพมาจาก “เมืองบก เมืองวัง” แขวงสะหวันนะเขตประเทศลาว ส่วนประวัติศาสตร์ของผู้ไทก่อนรัชกาลที่ 3 หรือก่อนเจ้าอนุวงศ์ยังไม่ชัดเจน ข้อมูลชุดที่สอง เป็นการสัมภาษณ์เจ้าเมืองพิน[v] เมื่อ 135 ปีที่แล้ว ท่านเล่าว่าก่อนหน้านั้นผู้ไท “อพยพมาจากทางเหนือ'' ... “จากน้ำน้อย”[vi] ซึ่งน่าจะหมายถึง น้ำน้อย อ้อยหนู แต่เจ้าเมืองพิณไม่ได้กล่าวถึงเมืองแถนและสิบสองจุไทในเวียดนามเหนือ ส่วนการปกครองของผู้ไทในช่วงนั้นแบ่งเป็น 3 เมืองและมีเจ้าปกครองในแต่ละเมือง ได้แก่ เมืองพิน เซโปนและเมืองวัง

ต่อมามีหลายท่านเขียนว่า ผู้ไทและกลุ่มไทอื่นๆมาจากเมืองน้ำน้อย อ้อยหนู ซึ่งอยู่ที่เมืองแถนปัจจุบันคือเดียนเบียนฟูในแคว้นสิบสองจุไท ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม[vii] บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของไทดำ ซึ่งไม่ทราบเวลาที่แน่นอนแต่ไม่น้อยกว่า 600 ปีแล้ว

ผู้ไทในประเทศลาวน่าจะอาศัยอยู่ตามลำน้ำเซบั้งไฟ เซน้อย  และเซบังเหียนที่แขวงสะหวันนะเขตและคำม่วน “อาจมาอยู่ในบริเวณนั้นก่อนหรือพร้อมกันกับชาติพันธุ์ลาว”[viii] ประมาณไม่น้อยกว่า 800 ปีที่แล้ว หลังการล่มสลายของอาณาจักรเขมรและมอญ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่บริเวณนั้นมาก่อน เชื่อว่าเคยมีการอพยพของชาติพันธุ์ไทต่างๆ หลายระลอกเมื่อ 1,000 - 2,000 ปีที่แล้ว จากบริเวณชายแดนเวียดนาม-จีน ในช่วงที่จีนและเวียดนามกำลังทำสงครามขยายอาณาเขตของตน ผู้ไทได้อพยพลงมาจากทางเหนือพร้อมกับกลุ่มอื่นๆหลายกลุ่ม เช่น พวน ลาว ฯลฯ พวนนั้นได้ตั้งหลักปักฐานอยู่แขวงเซียงขวาง ส่วนผู้ไทอาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกของแขวงเซียงขวาง

จากตำนานขุนบรม (บุรม) ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการอพยพ เมื่อประมาณ 1,300 ปีที่แล้ว[ix] ขุนบรม มีลูกชาย 7 คน ซึ่งได้แยกย้ายกันไปปกครองเมืองต่างๆ ได้แก่ หลวงพระบาง (ลาว) เมืองแถน (ไทดำ) เมืองเซียงขวาง (พวน) ... ลูกชายอีกคนหนึ่งไปปกครองเมืองคำม่วน ซึ่งเป็นคนผู้ไท[x]

 

 

ภาษาผู้ไทมักถูกอธิบายว่าเป็นภาษาที่คล้ายคลึงกับภาษาลาวและไทย อาจมีคำศัพท์แตกต่างกันเล็ก น้อย แต่ความเป็นจริงแล้ว ภาษาผู้ไท มีความแตกต่างจากลาวและไทยทั้งคำศัพท์ เสียงวรรณยุกต์ การออกเสียง และการเรียงประโยค ซึ่งคนที่ไม่เคยใกล้ชิดกับคนผู้ไทฟังไม่เข้าใจ[xi]

จากประสบการณ์การทำงานในโรงพยาบาลเขาวงมากกว่า 20 ปี พบว่าแพทย์หรือบุคลากรที่มาจากถิ่นอื่นที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาผู้ไท มักมีปัญหาในการสนทนากับผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้สูงอายุผู้ไท หนังสือเล่มนี้ จึงมีเป้าหมายให้ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักศึกษาสาขาที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาผู้ไทได้มีการสื่อสารที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการให้การดูแลผู้ป่วยโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุผู้ไท

ผู้เขียนหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ทำงานด้านสุขภาพ ใช้เป็นแนวทางในการสื่อสารกับผู้ป่วย และช่วยกระตุ้นให้คนผู้ไทและผู้อ่านทุกท่านได้เห็นคุณค่า ร่วมกันอนุรักษ์ภาษาผู้ไทไว้ การที่จะประสบผลสำเร็จได้นั้นพื้นฐานสำคัญคือ พ่อ แม่ ผู้ปกครองต้องมีความตระหนัก ใช้ภาษาผู้ไทในการสนทนาในครอบครัวและในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นการเลือกให้ภาษาผู้ไทมีอนาคตอยู่ต่อไปในโลกใบนี้ หรือจะปล่อยให้ภาษาผู้ไท คนผู้ไท ถูกกลืนหายไปกับกาลเวลา นี่คือความรับผิดชอบของคนผู้ไททุกๆคน

 

ผู้เขียน

ภูโลย
12/12/2012

เชิงอรรถ

[i] ในหนังสือเล่มนี้เราเลือกใช้การสะกดชื่อของชาติพันธุ์ว่า “ผู้ไท” และใช้ Phutai เมื่อใช้อักษรสากล พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานสะกดว่า “ผู้ไทย” (Phuthai หรือ Phu Thai) คำว่า “ไทย”หมายถึง ความมีอิสระในตัว ความไม่เป็นทาส ดังนั้นคำว่า “ผู้ไทย” จึงหมายถึง ผู้คนที่มีความอิสระในตัว ต่อมาคำว่า “ผู้ไทย” ได้กลายเป็นภาษาทางราชการในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จาก “เอกสารที่เป็นทางการจัดพิมพ์โดยทางราชการ นับแต่ปรากฎใน พงศาวดารเมืองไล พงศาวดารเมืองแถง... ซึ่งกลายเป็นต้นแบบที่นักวิชาการรุ่นหลังมักจะอ้างถึง” (พิเชฐ, 2541 หน้า 22) แต่คำว่า “ไทย” เป็นคำศัพท์ที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม บัญญัติขึ้นใหม่เมื่อเปลี่ยน “สยาม” เป็น “ประเทศไทย” ในปี 2482” (ประชุมพงศาวดารภาคที่ 1, กรมศิลปากร, 2502 อ้างในพิเชฐ, 2541)  “เมื่ออพยพเข้ามาอยู่ในอาณาเขตของรัฐไทยแล้ว คนกลุ่มนี้ก็ถูกเรียกชื่ออย่างเป็นทางการของรัฐไทยว่า “ผู้ไทย” ซึ่งเป็นการตั้งชื่ออย่างมีความหมายทางการเมืองแฝงอยู่ในฐานะที่เป็นประชากรไทย” (พิเชฐ, 2541 หน้า 21)

        ใน สปป.ลาว ใช้ “ผู้ไท” (ຜູ້ໄທ) พจนานุกรมลาว คำว่า “ผู้” หมายถึง ผู้คน บุคคล ประชากร และ “ไท” หมายถึง พวก หมู่

        ผู้เฒ่าผู้แก่ของผู้ไทยังคงใช้ “ไท” (tai) ซึ่งหมายถึง พวก หมู่ กลุ่มคน (ดูหน้า 40 และ 50: ไทบ้านไทซ่อง) คำว่า “ผู้ไท”  “ผู้” หมายถึง ผู้คน “ไท” หมายถึง พวก หมู่ แปลรวมกันว่า ผู้คน-พวก หรือ ผู้คน-หมู่

        ผู้ไท หรือ ภูไท ?  (“ภู” หรือ “ພູ” หมายถึงภูเขา ภูไท (ພູໄທ) หมายถึง ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณภูเขา) ก่อนหน้านี้ คำว่า  “ผู้ไท”  เขียนว่า  “ภูไท” ประชาชนส่วนใหญ่ในภาคอีสาน ยังนิยมใช้คำว่า ภูไท แต่ในสปป.ลาว ใช้ ผู้ไท (ຜູ້ໄທ) คำหลังนี้มีความหมายสอดคล้องกับชื่อชาติพันธุ์ ซึ่งหมายถึง คน-ไท พบการบันทึกเป็นภาษาไทยครั้งแรกในประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 4, 2458 (ในพงศาวดาร เขียนว่า ผู้ไทย) ส่วนคำว่า ภูไท เขียนในหนังสือไทยทั่วไปหลังการบันทึกของพระโพธิวงศาจารย์ (อ้วน ติสโส) 2469

          ในปัจจุบันผู้ไทที่ อ. เขาวง และที่อื่นๆในภาคอีสานยังนิยมใช้ “ภูไท” กันอย่างกว้างขวาง เช่น การตั้งชื่อร้านค้า ชื่อสถานที่ เว็บไซต์ ฯลฯ “ก่อนปี 2526  ปัญญาชนในท้องถิ่นเรณูนครอ้างว่าใช้ “ภูไท” มาก่อนหน้านี้แล้ว พึ่งจะมีการเปลี่ยนคำว่า “ภูไท” มาเป็น “ผู้ไทย” โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้กับคนที่ต้องการใช้คำเดิม” (พิเชฐ, 2541 หน้า 22)

        นักภาษาศาสตร์ นักมนุษยวิทยา และอื่นๆ ใช้ “ไท” (Tai) เช่น ศาสตราจารย์ ลี (Li, Fang Kuei, 1977) ในงานเขียนของท่าน เกี่ยวกับ ไท-กะได ซึ่งให้ความหมายว่า ไทย ลาว ลานนา พวน ผู้ไท ไทดำ ไทขาว ไทแดง ฯลฯ เป็นกลุ่มไทตะวันตกเฉียงใต้ (southwestern Tai group ท่านใช้คำว่า “ไท” เป็นส่วนหนึ่งของชื่อชาติพันธุ์ ซึ่งหมายถึง กลุ่ม หรือชนเผ่า ภาษาไทยถูกกำหนดให้เป็นภาษากลางซึ่งแต่ก่อนเรียกว่า ภาษาสยาม เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดระหว่าง “ไท” และ “ไทย” ศาสตราจารย์ เก็ดนี่ (Gedney) เรียกไทย ว่า สยาม ในหนังสือภาษาศาสตร์ของท่าน

        ดังนั้นผู้เขียนเลือกใช้คำว่า ผู้ไท ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก เพื่อให้คนผู้ไททั้งสองฝั่งโขงซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยของผู้ไทเขียนชื่อตัวเองเหมือนกัน ประการที่สอง เพื่อแสดงความหมายทางชาติพันธุ์ตามหลักการแบ่งกลุ่มตระกูลภาษา ทางภาษาศาสตร์

[ii] มีหมู่บ้านผู้ไท 2-3 แห่งอยู่ทางตอนเหนือแขวงจำปาสัก และอีก 1-2 หมู่บ้านอยู่ที่ตอนกลางแขวงสาละวัน (จากการสำรวจพื้นที่ของผู้เขียน ก.พ. 2555) และมีการบันทึกว่ามีหมู่บ้านผู้ไทอยู่เวียดนาม แถวเทือกเขาแอนนาไมท์ติดกับชายแดนลาว-เวียดนาม แถบแขวงสะหวันนะเขตและคำม่วน แต่ผู้เขียนยังไม่ได้ไปตรวจสอบ

        ส่วนไทดำอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม (สิบสองจุไท) บางท่านมักเรียกว่า ผู้ไทดำ แต่เป็นอีกกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีภาษาพูดและภาษาเขียนของตนเองซึ่งแตกต่างจากผู้ไท

        ในบริเวณชายแดนเวียดนาม-จีน มีกลุ่มไทหลายกลุ่ม บางกลุ่มเรียกตัวเองว่า บุได ปุได หรือ ผู้ไต (Bu Dai (Pu Dai): Mingfu & Johnson, 2008, หน้า 14; ปุได, Pu Dai: Kullavanijaya, 1998, หน้า 291; ผู้ไต [phu²² tai³³] Johnson, การสื่อสารส่วนตัว), ซึ่งหมายถึง “ผู้ไท” (ผู้คน-พวก) แต่ภาษา ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา แตกต่างกันมากกับผู้ไทบริเวณสองฝั่งโขง ทั้งสองกลุ่มได้อพยพแยกออกจากกันไปไม่น้อยกว่า 1000 ปีแล้ว (Johnson, การสื่อสารส่วนตัว).

[iii] ในปัจจุบันนี้มีชาวจ้วง 16 ล้านกว่าคนในมณฑลกวางสีซึ่งมีหลากหลายภาษา บรรพบุรุษของชาวจ้วงและกลุ่มไท-กะไดอื่นๆคือเย่ว์ร้อย (Baiyue) ซึ่งน่าจะเป็นผู้ผลิตกลองมะโหระทึก และภาพเขียนสีที่ผาเขาฮัวซาน (Huashan) เมื่อ 1,800-2,500 ปีที่แล้ว  (ผาเขาฮัวซาน ดูเพิ่มใน http://whc.unesco.org/en/tentativelists/5340/).

[iv] สุรจิตต์, 2543, หน้า 92

[v] Harmand, 1997 (ฮาร์แมนด์, 1997) หน้า 220: นักสำรวจชาวฝรั่งเศษ เป็นชาวต่างชาติคนแรกที่เดินทางไปเมืองพิน เมืองเซโปน ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2420 ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคนผู้ไทที่อาศัยอยู่ที่นั่น มีข้อมูลสองอย่างที่เกี่ยวข้องกับหนังสือนี้ ข้อมูลแรก “ตัวอักษรของเขาเหมือนตัวอักษรของคนลาว” (“their script is that of the Laotians”) และ “ภาษาของพวกเขาฟังเหมือนสำเนียงสยาม” (“Their language  seems to be merely a Siamese dialect”)

[vi] Harmand, 1997 (ฮาร์แมนด์, 1997) หน้า 220: “มาจากทางเหนือ ที่เขาเรียกว่า น้ำน้อย” (“say they come from the North, from a place they call Nam Noi”) “น้ำน้อย” นั้น ฮาร์แมนด์ ไม่ได้ระบุว่าอยู่ที่ใด เพราะว่าแค่หมายถึง “แม่น้ำเล็กๆ” ซึ่งมีแม่น้ำไม่กี่แห่งที่เรียก “น้ำน้อย” เราทราบเพียงสองแห่งคือเซน้อย (เซ หมายถึง แม่น้ำ) อยู่บริเวณเมืองวัง ห่างจากเมืองพิณไปทางตอนเหนือ 70 กม. และแห่งที่สองคือ น้ำน้อยที่บริเวณที่ราบสูงนากาย อยู่ที่แขวงคำม่วนห่างจากเซน้อยไปทางเหนือ 90 กม.

[vii] สุรจิตต์ (2543, หน้า 91 และ 96): “เมืองแถน หรือ เมืองน้ำน้อย อ้อยหนู อยู่ที่แคว้นสิบสองจุไท” นักวิชาการท่านอื่นๆ มักเขียนว่า นาน้อย อ้อยหนู และนักวิชาการเวียดนาม Cam Trong (2001) เสนอในหนังสือเกี่ยวกับไทดำของเขาว่า “นาน้อย” แต่ก่อนอยู่ห่างจากเมืองเดียนเบียนฟูไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 12 กม. ตำนานของไทหลายๆกลุ่มต่างก็บอกเล่าต่อกันมาว่าบรรพบุรุษของตนมาจากนาน้อย อ้อยหนู เมืองแถน แต่ยังไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งบอกว่าเป็น น้ำ(นา)น้อย อ้อยหนู ดังนั้นข้อมูลที่ได้จึงอ้างอิงจากการบอกเล่าสืบต่อกันมา

กว่า 1000 ปี. Howard and Howard (2002) เสนอว่ากลุ่ม “ลาว-ผู้ไท” อพยพจากยูนนานไปถึง น้ำน้อย อ้อยหนูและภายหลังได้อพยพลงมาตามลำน้ำอุถึงลำน้ำโขง และในช่วงต่อมาผู้ไทได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่เมืองวัง หลังจากนั้นกลุ่มไทดำได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่เมืองแถน Howard and Howard บันทึกในหนังสือของเขาว่ามีลาวบางกลุ่มยังคงหลงเหลืออยู่ในบริเวณเดียนเบียนฟู แต่ไม่ได้บันทึกว่ายังมีกลุ่มผู้ไทอยู่ที่นั่น

[viii] NTPC (2005, หน้า 9): “The Phou Thay are concentrated along the Xe Bang Fai and Xe Noi rivers ... possibly  arriving  in the area at the same time or before the Lao”.

[ix] Chamberlain, 1975, หน้า 58

[x] มหาศิระ วีรวงศ์ เขียนในหนังสือพงศาวดารเมืองล้านช้าง “ท้าวก้อมปกครองเมืองละ-คำม่วน” (แปลจากหนังสือ Lao History, Viravong, 1964, p. 24: “In the story book of Muong Lan-Xang, it has been said that” ... “Thao Kom [ruled] over Muong La-Khamuane.”) แต่ก่อนเมืองคำม่วนอยู่ทางตะวันตกของหลักซาวห่างออกไปประมาณ 5 กม. Wajuppa Tossa, 2002, ซึ่งเขียนสอดคล้องกับมหาศิระ วีรวงศ์ ว่าขุนบรมส่งลูกชายคนที่ 6 ไปปกครองเมือง “Xiangkhom, Khamkao, or Khamkoed” แต่ก่อนเมืองคำเกิดอยู่ทางตะวันตกของหลักซาวห่างออกไปประมาณ 20 กม. และ Manich, 1967, p. 31, ก็เขียนสอดคล้องกันว่า “Prince Krom was sent to rule at Kammuon” ลูกชายของขุนบรมนอกจากปกครองเมืองคำม่วนแล้ว อีกสองในเจ็ดคนนั้นไปปกครองเมืองสิบสองจุไทและเซียงขวาง ซึ่งแต่ละที่ก็ใช้ภาษาที่แตกต่างกันได้แก่ ผู้ไท ไทดำและพวน ลูกชายอีกสี่คน ไปปกครอง ล้านช้าง พาลาน (Phalan) ล้านนา และอยุทธยา รายละเอียดชื่อของเมือง ชื่อของลูกชายขุนบรมเขียนไม่เหมือนกัน แล้วแต่ผู้เขียนแต่ละท่านและพงศาวดารแต่ละเล่มก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน

[xi] ภาษาผู้ไทไม่เหมือนกับภาษาไทดำ และไทขาว เพราะว่าอยู่คนละสาขา ภาษาผู้ไทอยู่ในสาขาเหนือเดิม (Old Nuea) ซึ่งมีสี่ภาษา ได้แก่ ผู้ไท พวน ญ้อ ไทเหนือ (ซำเหนือ) ทั้งสี่ภาษานี้มีความคล้ายคลึงกัน  (Chamberlain, 1975, หน้า 50 และ 63, ดูเพิ่มเติม: Tone variation of Thai Song Dam, Somsongse Burusphat, 2012). ผู้เขียนพบคนไทดำที่สปป.ลาว เราไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาผู้ไท และไทดำให้เข้าใจกันได้ จึงใช้ภาษาลาวในการสนทนา

 

10 October 2013
© Asger Mollerup และ Thanyalak Chaiyasuk Mollerup (
ธัญญลักษณ์ ไชยสุข มอลเลอร์รพ)

Facebook: Phutai Studies

macsida@thai-isan-lao.com

www.thai-isan-lao.com


Phutai from each side of the Mekong River.